top of page

Basel World 2017 เปิดตัว Rolex รุ่นอะไรบ้าง ?


บทความนี้ เป็นบทความที่ยาวมากจนลัดดาแนะนำว่าให้เลือกอ่านตามหมายเลขที่กำหนดไว้ แต่หากอ่านจนจบ เราจะปรบมือให้ค่ะ _____________________ และแล้วงานนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็กลับมาอีกครั้ง Basel World 2017 แน่นอน ปีนี้เจ้าตลาดเจ้าของตำแหน่งแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 64 ของโลก จากการจัดลำดับของ Forbes ปี 2016 และเป็นแบรนด์นาฬิกาเพียงหนึ่งเดียวที่ติดโผ TOP 100 นี้ (ไม่นับ Cartier ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย) ก็ได้ออก Collection ที่น่าตื่นเต้นมาอีกเช่นเคย

แต่สำหรับการทำนายเรื่อง New Coke Steel ก็ตกโผไปเพราะมันไม่มาจริงตามที่ Rolexpassion ผู้ทำนายถูกเผงในปีที่แล้วราวกับเป็นคนในของ Rolex แต่สิ่งที่มาตามคาดและเดาได้ไม่ยากนักคือ "Sea-Dweller 50 ปี" เนื่องจากครบรอบ 50 ปีทั้งที ยังไง Rolex ก็ต้องทำอะไรออกมาซักอย่างอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่ามันคืออะไรแค่นั้น แต่ผลก็ออกมาแล้ว นั่นคือ....

A) Single Red Sea-Dweller 50Y Ref.126600 ใหม่ล่าสุด มาแทนที่ Ref.116600 Sea Dweller 4000 ที่ไม่แน่ใจว่าเขาจะประกาศ Discontinue หรือไม่... แต่ถ้าประกาศ ก็แสดงว่า Ref.116600 Sea Dweller 4000 จะเป็น Sea Dweller ที่ผลิตออกมาช่วงสั้นมาก คือเพียงแค่ไม่ถึง 3 ปีเท่านั้น หมายความว่ามันจะกลายเป็น Rare Item ทันทีเนื่องจากยอดขายก็ไม่ดีนัก และมันก็จะกลายเป็นของที่หายากสุด ๆ ในอนาคต

กลับมาที่ Sea Dweller ครบรอบ 50 ปีเรือนใหม่นี้ มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ แรง ๆ ถึง 5 อย่าง ได้แก่

1) Case 43mm ทิ้งความเป็น Sea-Dweller ดั้งเดิม ที่มีขนาด 40mm จนเกือบไปชนกับ Sea-Dweller Deepsea ขนาด 44mm ความหนายังไม่เปิดเผยแต่เท่าที่ดูเกือบจะเท่ากัน ที่ยังคงต้องมีใน Sea Dweller แน่นอนคือ Helium Escape Valve ที่ป้องกันไม่ให้กระจกหน้าปัดระเบิดเมือลดระดับการดำน้ำลึกอย่างฉับพลัน

2) Single Red Sea-Dweller : ตัวอักษร Sea-Dweller บรรทัดแดงบนหน้าปัดนี้ ย่อมบ่งบอกถึงความมีเอกลักษณ์ และมีคุณค่าเหนือรุ่นธรรมดาเสมอ

3) Cyclops Lens : อันนี้อาจจะแหวกแนวจากประเพณีของ Sea-Dweller เพราะไม่เคยมี Sea-Dweller ที่ใช้กระจกขยายวันที่แบบ Cyclops มาก่อน เนื่องจากการดูวันที่จากใต้น้ำด้วยเลนส์นี้เป็นไปได้ยาก แต่ CEO คนใหม่ Mr.Dufour คงตัดสินใจแล้วว่ายอมรับความจริงกันดีกว่า ว่าจะมีซักกี่คนที่จะใส่ Sea-Dweller 50 ปีไปดำน้ำลึกจริง ๆ เลยผ่าเหล่าใช้ Cyclops Lens มาซะงั้น ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของ Sea Dweller อาจจะแอบเคืองนิด ๆ ค่ะ

4) New Movement Caliber 3235 ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม ตรงที่ กันสนามแม่เหล็กได้ดีขึ้นจากวัสดุ Escapement หรือจักรกรอกใหม่ทำด้วย นิกเกิ้ล ฟอสฟอรัส (Nickle Phosphorus) และใยสปริงโลหะผสม Paramagnetic ที่ ทำให้ Rolex ประกาศความเที่ยงตรงระดับ +/-2 วินาทีต่อวันเท่านั้น ซึ่งท้าชนกับ Patek Philippe Seal และ Omega Master Chronometer แบบเต็มตัว นอกจากนั้นยังเพิ่มพลังงานสำรองจากเดิม 56 ชม เป็น 72 ชม ถือว่า Cal.3235 น่าจะเป็นหัวใจใหม่ของ Rolex Sport Line ยุคตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

5) สายแบบใหม่ ซึ่งจริง ๆ ก็ยังคงเป็น Sea-Dweller เช่นเดิมที่จะต้องมีบานพับ 3 ทบซ่อนไว้สำหรับการขยายสายให้ยาวขึ้น 26mm ทันทีเพื่อรองรับการใส่ Wet Suit (ชุดสำหรับดำน้ำลึก) ที่หนาถึง 7mm ได้ ส่วน กลไกบานพับ Glide Lock จากเดิมที่ใช้แบบเดียวกับ Submariner ใน SD4000 Ref.116600 ก็เพิ่มความยืดหยุนของ Glide Lock ให้ปรับอิสระได้ 20mm (จากเดิม 15mm)

B) 2017 Yacht-Master II Reference 116680 : แทบจะไม่มีอะไรใหม่ กับนาฬิกา Sport Line ที่เข้าใจยากเรือนนี้ YMII 2017 มีการปรับปรุงเพียงแค่หน้าปัด ตรง Hour Marker ที่เลข 6 เป็นสี่เหลี่ยมแท่ง (เดิมเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส) และเลข 12 เป็นแบบสามเหลี่ยมคว่ำ (เดิมเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส) ตีขอบ Hour Marker ทั้งหมดใหม่ด้วยสี white gold (เดิมสีน้ำเงิน) และเข็มชั่วโมงที่เดิมเป็นทรงดาบหน้าตาเหมือนเข็มนาที แต่ปี 2017 เปลี่ยนเป็น Mercedes Hand หรือเข็มชั่วโมงปลายกลม เพิ่มสารเรืองแสงทำให้สามารถแยกแยะเข็มชั่วโมงและนาทีได้ง่ายขึ้น และแน่นอน แม้ว่าจะใช้เครื่อง Cal.4161 เดิมแต่ได้มีการปรับความเที่ยงตรงขึ้นไปที่ระดับ +/-2 วินาทีต่อวัน รวมถึงการเพิ่มการสำรองพลังงานเป็น 72 ชม อีกด้วย

C) New Daytona Yellow Gold Ceramic OysterFlex Reference 116518LN : เรือนนี้มีคนเคยทำนายไว้ตั้งแต่ Basel 2016 ว่าต้องมาแน่ แต่การปรากฏตัวที่แท้จริงในปี 2017 ก็ไม่ได้ต่างจากที่คาดไว้ เนื่องจากอย่างไรเสีย Line Daytona ก็ต้องปรับเป็น Ceramic จนหมดในที่สุด และจริง ๆ ตามประเพณีของ Rolex แต่ไรมา จะต้องไล่จาก Rose Gold, White Gold, Yellow Gold, 2 Tone แล้วค่อยมา Steel สุดท้าย ขึ้นอยู่กับว่า Rolex จะสบอารมณ์ปีไหนเมื่อไหร่แค่นั้น แต่เมื่อปี 2016 การมาของ 116500 Daytona Steel Ceramic ไม่แรงอย่างที่คิด (แต่ตัวที่แรงกว่ากลับกลายเป็นตัว Discontinue Ref.116520 Steel Daytona ที่ราคาในตลาด Used โดดขึ้นทันทีถึง 1 แสนบาท) ถึงแม้ราคา Premium จะลดลงอย่างเชื่องช้า แต่เราก็เชื่อว่าท่าน CEO Dufour ผู้ซึ่งมาจาก Zenith ต้องปรับความเข้าใจประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในที่สุด

กลับมาที่ New Daytona Yellow Gold Ceremic นี้มีจุดน่าสนใจ 4 อย่างแรง ๆ เลยดังต่อไปนี้

1) Cerachrom Tachy Meter : คนใส่ Daytona โลหะมักจะเข้าใจดีถึงปัญหารอยขึดข่วนที่จะเกิดขึ้นกับขอบวง Tachymeter ที่นอกจากจะทำหน้าที่วัดความเร็วคงที่ระยะ 1 กม แล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันนาฬิกาชั้นแรก ซึ่งทำให้คนที่เผลอ/พลาด/ประมาท จะต้องชดใช้ด้วยการเปลี่ยนขอบเท่านั้น เนื่องจาก การนำวง Tachymeter รอบหน้าปัดนี้ไปขัดซ่อมมักจะทำไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้ตัวเลขบนขอบหน้าปัดหายหรือจางไปด้วย การแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนขอบหน้าปัด Tachymeter ให้เป็น Cerachrome จึงทำให้ Daytona Chocolate Rose Gold กลายเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของ Daytona มานานนับทศวรรษ และแน่นอน Daytona Yellow Gold Ceramic จึงจัดมาเต็มเช่นกันด้วย วง Cerachrome สีดำตัดตัวเลขสีทองเดียวกับตัวเรือน ซึ่งดูลงตัวและสวยงามอย่างที่สุด 2) Panda Dial : 116518LN เปิดตัวมาก็ใช้หน้าทองแชมเปญ+Panda ทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องปกติของ Daytona เนื่องจากหน้าปัด Panda มักจะเป็นหน้าที่ขายดีที่สุด และ Rolex มักจะ "เก็บของดีไว้ทีหลังเสมอ" แต่คราวนี้ ไม่กั๊ก งัดมาใช้กับ Yellow Gold ทันที ซึ่งหน้าทียอดนิยมหน้าต่อไป จะเหลือเพียง Racing Arabic Dial ยังไงก็ต้องดูกันต่อไป 3) สาย OysterFlex : สินค้าขายลำบากของ Rolex เนื่องจากสายยางที่มีโลหะสอดไว้ตรงกลางแบบ OysterFlex เป็นสายที่ "ตัดไม่ได้" ต้องซื้อให้ถูกขนาดข้อมือเท่านั้น การเลือกใช้สาย OysterFlex กับวัสดุที่ดูหรูหราแบบ Daytona YG18k แบบนี้ อาจจะไม่เหมาะนัก แต่อย่างไรก็ตามโครงสร้างของขา Lug และข้อต่อบานพับเปิดโอกาสให้หลาย ๆ คนสามารถเปลี่ยนเป็นสายหนังแท้ได้ภายหลัง และแน่นอน หากคุณคุ้นเคยกับ Daytona Rose Gold Ceramic รุ่นไหมจะทราบว่า บานพับสายจะเป็นระบบ Easy Link ที่ปรับเข้าออกได้ 5mm ทำให้ใส่สบายขึ้นมาอีกเล็กน้อย 4) ตัวเรือนแบบใหม่ : จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ใหม่ไปกว่า Daytona Ceremic Rose Gold ที่ออกมานานกว่า 5 ปีแล้ว โดยตัวเรือนแบบนี้จะมีเส้นสายที่คมกว่า Ref.116518 เดิมอยู่เล็กน้อย รวมทั้งบานพับแบบ Deployment Buckle แบบใหม่ที่เข้ามาอยู่ในครอบครัว Daytona Ceramic Line แบบสำเนาถูกต้อง

D) New Daytona White Gold Ceramic OysterFlex Reference 116519LN : เรือนนี้จะเหมือน Yellow Gold ทุกประการ โดยเปิดตัวมาก็ใช้หน้า Steel + Panda ทันที ซึ่งคงเป็นที่ถูกอกถูกใจสาวก Paul Newman หลายคน แถมราคาตั้งแพงกว่า รุ่น Yellow Gold Ceramic ถึงประมาณ ห้าหมื่นบาททั้ง ๆ ที่ใช้จำนวนทองคำเท่า ๆ กัน แต่ถ้าจะให้เราอธิบายคงเป็นเพราะการใช้วัสดุผสมที่ทำด้วย Platinum เกือบ 25% ทำให้ทองสีเหลืองกลายเป็นสีเงิน ซึ่งต่างจาก Yellow Gold ที่ใช้วัสดุที่ถูกกว่าผสมทองแท้เพื่อความแข็งของเนื้อทองไว้เท่านั้น

E) The New Rolex Sky-Dweller STEEL Ref.326934

และ Rolex Sky-Dweller 2 Tone Ref.326933 เปิดตัวในงาน Basel World 2017 --------------------------------------- ตอนแรกเราว่าจะผ่านตา Rolex Sky-Dweller ปีนี้ไปแล้วเพราะเหมือนไม่มีอะไรใหม่ แต่เมื่อเจาะลงไปที่ข้อมูล เราพบว่า Sky-Dweller ทำให้คนที่เคยอยู่ในจุดที่เอื้อมไม่ถึงนาฬิกาหลักล้าน ต้องตื่นเต้นไปกับนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดของ Rolex เรือนนี้ เพราะ Rolex ออก Sky-Dweller ในตัวเรือนที่รอคอยมานานคือ ทั้งทำด้วย Steel 904L และรุ่น 2 Tone สองกษัตริย์ Yellow Goldอะไร คือ Sky-Dweller :Sky-Dweller พูดง่าย ๆ คือ Rolex ที่กลไกซับซ้อนที่สุดที่แบรนด์นี้สร้างมา กล่าวคือมันมีกลไก Annual Calendar หรือปฎิทินอัตโนมัติที่สามารถปรับวันที่ 30-31 ของแต่ละเดือนได้ถูกต้องอัตโนมัติได้ต่อเนื่องกัน 4 ปี (ยกเว้นปีอธิกสุรทิน หรือ Leap Year), มีช่องบอกเดือน บอกวันที่ นอกจากนั้นวงหน้าปัดยังบอกเวลาสองประเทศอีกด้วย !!กลไกในการปรับแต่งวันที่และ เวลาประเทศที่ 2 ก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร Rolex เลี่ยงจะใช้ปุ่มกดทุกแบบแต่กลับใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วคือเม็ดมะยม และขอบหยักบนหน้าปัด (Flute Bezel ที่ใน Sky-Dweller จะถูกตั้งชื่อใหม่ว่า Command Bezel) ดูเหมือนจะไม่ได้มีหน้าที่อะไร แต่ Sky-Dweller กลับประยุกต์นำมาผสมช่วยกันในการปรับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้อย่างเนียนตา ทั้งขนาดเพียง 42mm ใส่สบายไม่ล้นข้อ ยิ่งมาในตัวเรือน Steel 904L ทำให้น้ำหนักเบากว่า ตัวเรือน Solid Gold ได้มากถึง 70-90 กรัม ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลเรื่องน้ำหนักของ Sky-Dweller Steel อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า น้ำหนักคงจะอยู่ประมาณ 160-170 กรัม ซึ่งน่าจะหนักพอ ๆ กับ Sea-Dweller 4000 เท่านั้นสิ่งที่ Sky-Dweller Steel และ 2-Tone ต่างจากกลุ่ม Solid Gold มีเพียงช่องบอกเดือนเล็ก ๆ บริเวณตัวเลขหลักชั่วโมง ที่ทำให้เล็กลง และกลุ่ม Steel ทั้งหมดมีแต่ Hour Maker เป็นแบบหลักขีดเท่านั้น ทำให้คนช่างสังเกตพอจะบอกได้ทันทีว่า Sky-Dweller ที่เห็นทำจากวัสดุอะไร (White Gold จะมี Hour Maker ตัวเลข Arabic และ Roman ให้เลือก)Sky-Dweller ที่ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2015 จะใช้เครื่อง Cal.9001 รุ่นใหม่ที่กำหนดมาตราฐานความเที่ยงตรงเหนือกว่าระบบ C.O.S.C เดิมคือจะมีความคลาดเคลื่อนต่อวันไม่เกิน +/-2 วินาที โดยต้องวัดหลังการประกอบนาฬิกาสมบูรณ์แล้ว (เดิม +/-4 วินาทีต่อวัน) ซึ่งเป็นการถล่มทับ แบรนด์คู่แข่งที่ทำการทดสอบเฉพาะเครื่องเปล่า ๆ ในห้องทดสอบเท่านั้น แถมการสำรองพลังงานก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันโดยประมาณ ราคา : นีคือ Highlight ของปีนี้ เพราะ Rolex ตั้งราคา Sky-Dweller Steel ถูกกว่ารุ่น Solid Gold มากกว่าถึง 120-340 %!! กล่าวคือ รุ่น Steel ราคา Retail จาก Authorize Dealer ตรงยังไม่มีส่วนลดใด ๆ เพียง 511,000 บาท และ รุ่น 2 กษัตริย์ แพงกว่าเล็กน้อย คือ 608,100 บาทเท่านั้น ตรงนี้เราสามารถคาดการณ์ได้ทันทีว่า เราจะเห็นคนใส่ Rolex Annual Calendar GMT เยอะมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ภาพถ่ายจาก / Image Credit: Rolex.com


Featured Posts
Recent Posts