top of page

Datejust Dials: ศิลปะแห่งการผสมผสานที่ลงตัว

Rolex Datejust ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาสุดคลาสสิกที่อาจจะเป็นเรือนเวลาจาก Rolex เรือนแรกๆของหลายท่าน ด้วยฟังก์ชันบอกวันที่ที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ Datejust มาในหลากหลายรูปแบบที่รังสรรค์ขึ้นจาก สาย ขอบ ตัวเรือน หลักชั่วโมง และหน้าปัดที่แตกต่างกัน หากเราเอาส่วนผสมดังกล่าวนี้มาประกอบเข้าด้วยกันให้ครบทุกรูปแบบและทุกสี ราวกับปรุงอาหาร เราคงได้เมนู Datejust ออกมาเป็นหมื่นๆจานโดยที่ไม่ซ้ำกัน แต่ส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อนาฬิกาคงหนีไม่พ้น “หน้าปัด” ทุกวันนี้ Rolex Datejust มาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น สีคลาสสิก เช่น หน้าปัดดำ น้ำเงิน ขาว หรือ หน้าประดับเพชรฝังมุกลายผีเสื้อ แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านไปชมเหล่าหน้าปัดหายากของ Rolex Datejust ที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาได้อย่างลงตัว ซึ่งหลายท่านอาจไม่เคยพบเห็นมาก่อน


1. Meteorite Dial


ชื่อหน้าปัดอาจจะฟังดูแปลก ราวกับภาษาต่างดาว แต่ก็เดาไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะหน้าปัดนี้มาจากนอกโลกจริงๆ Rolex โด่งดังในเรื่องของการทำเรือนเวลาจากวัสดุที่มีค่าและหายาก ซึ่งหน้าปัด Meteorite ก็เป็นหนึ่งในตำนานหน้าปัดหายากของ Rolex เช่นกัน เมื่อราวๆ 600 ล้านปีก่อน “Gibeon Meteorite” อุกกาบาตกิเบียนได้พุ่งผ่านห้วงอวกาศก่อนที่จะแตกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆกว่า 150 ชิ้นเหนือโลกและตกลงสู่พื้นผิวโลกที่ทะเลทรายนามิเบีย (Namibian) ใกล้เมือง กิเบออง(Gibeon) แถบแอฟริกาใต้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่าได้ตกลงสู่โลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ได้ถูกค้นพบโดย Captain J. E. Alexander ในปี 1836 ที่สาธารณรัฐนามิเบีย และเขาได้เก็บตัวอย่างหินและส่งไปทดสอบที่กรุงลอนดอนจนค้นพบว่าเป็นเป็นวัสดุธรรมชาติที่มาจากนอกโลก

Gibeon Meteorite เป็นหินอุกกาบาตน้ำหนักมากถึงประมาณ 26 ตัน ซึ่งอุกกาบาตชนิดนี้เกิดจากแกนดาวเคราะห์ที่หลอมละลาย (Molten Planetary Core) และมีสถานะเป็น Iron Meteorite หรือโลหะผสมนิกเกิลทั้งชิ้น และนับว่าเป็นเพียง 4% ของหินอุกกาบาตทั้งหมดที่พบบนโลกจึงกลายเป็นวัตถุที่ไม่สามารถหาได้เหมือนอีกบนโลกใบนี้ เพราะตลอดระยะเวลาที่มันท่องอวกาศก่อนตกลงสู่โลก Gibeon Meteorite ได้ผ่านความเย็นในภาวะสุญญากาศจนแข็งตัวและทำให้เกิดลวดลาย “Widmanstätten” ซึ่งตั้งชื่อตาม Count Alois Von Beckh Widmanstätten นักวิทยาศาสตร์และนักพิมพ์ชาวออสเตรีย ผู้คนพบลวดลายนี้บน หินอุกกาบาต ซึ่งเป็นลวดลายคล้ายคริสตัลตกผลึกหรือเข็มบนแผ่นโลหะผสมนิกเกิล โดยปกติแล้วหินอุกกาบาตนี้จะมีหน้าตาเป็นก้อนหินสีเทาเหลือบเงินธรรมดาๆ ซึ่งเราจะสามารถเห็นลวดลายอันสวยงามนี้ได้ก็ต่อเมื่อหินได้ถูกฝานให้เป็นแผ่น

Widmanstätten pattern บนแผ่น iron-nickel meteorite หรือหินอุกกาบาตโลหะ (ซ้าย) / หินอุกกาบาต Gibeon (ขวา)

และแน่นอนว่าตามประเพณีนิยมของ Rolex มักจะเสาะหาวัสดุหายาก โดยเฉพาะหินหายากจากห้วงอวกาศมาเป็นวัสดุรังสรรค์นาฬิกาหรูของตน Rolex จึงไม่พลาดที่จะนำหินอุกกาบาตนี้มาใช้และยังได้เป็นผู้ผลิตนาฬิการายแรกที่ได้นำแผ่น Meteorite หรืออุกกาบาตมาทำหน้าปัดนาฬิกาและมักจะนำไปจับคู่กับทองคำ 18k หรือแพลทินัมเพื่อทวีคูณมูลค่าให้ควรค่าแก่การสะสม


หน้าปัด Meteorite ของ Rolex แต่ละเรือนทำจากแผ่นหินอุกกาบาต หลังจากแผ่นหินถูกปิดผนึกไปกับหน้าปัด พวกมันจะถูกตบท้ายด้วย Acid-wash Finish ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำความสะอาดโดยการใช้ส่วนผสมระหว่างกรดไฮโดรคลอริกและน้ำเพื่อทำความสะอาดคราบและเศษซากส่วนเกินให้หมดจด เพื่อให้แผ่นหินได้เผยความงามของลวดลายที่ตกผลึกตามธรรมชาติ นอกจากนี้ เนื่องจากหินอุกกาบาตเกิดจากธรรมชาติ 100% ดังนั้นหินแต่ละชิ้นที่ใช้บนหน้าปัดจะมีหน้าตาแตกต่างกันออกไป


แต่แล้วปัจจุบันนี้ หินอุกกาบาต Gibeon ถูกคุ้มครองโดยกฎหมายของประเทศนามิเบีย หมายความว่าไม่มีใครหรือบริษัทใดสามารถนำมาผลิตสินค้าหรือหาผลประโยชน์จากมันได้อีก ถึงแม้ว่านี่อาจจะเป็นตอนอวสานที่น่าเสียดายสำหรับผู้ผลิตรายอื่นๆที่ต้องการหินอุกกาบาตล้ำค่านี้ไปผลิตสินค้าตน แต่เป็นโชคดีของ Rolex ที่ได้หินอุกกาบาต Gibeon ส่วนหนึ่งมาไว้ในครอบครองก่อนที่จะถูกคุ้มครองโดยกฎหมายของนามิเบีย

Rolex Datejust Diamond Meteorite Ref.178384

ด้านบนคือ Rolex Datejust Ref.178384 ที่มีหน้าปัดทำจาก Meteorite หินอุกกาบาตสีเงินลวดลายคริสตัลตกผลึกจากธรรมชาติ ตัวเรือนขนาด 31 มม. จาก Stainless Steel ขอบประดับเพชรทำจาก 18k White Gold สาย Jubilee จาก Steel กระจกที่ใช้เป็น Sapphire Crystal ป้องกันรอยขีดข่วน ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 2235



2. Jubilee / Computer Dial

แพทเทิร์น “ROLEX ROLEX ROLEX”

ถ้าเอ่ยคำว่า “Jubilee” ขึ้นมา หลายท่านคงทราบกันดีว่าเป็นชื่อของสายนาฬิกาชนิดหนึ่งจาก Rolex แต่ถ้ากล่าวถึง “Jubilee Dial” อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่นัก แต่ถ้าวงการนาฬิกา Rolex บ้านเราเมื่อพูดถึง “หน้าคอม” คงจะเห็นภาพเดียวกันคือหน้าที่มีตัวอักษร Rolex อยู่เต็มหน้าปัด เรามาย้อนกลับไปยังปี 1945 ซึ่งเป็นปีที่ทาง Rolex ได้เปิดตัว Rolex Datejust เป็นครั้งแรก ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันหน้าต่างบอกวันที่และสายนาฬิกาสไตล์ใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า “Jubilee” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Rolex และถัดมาอีก 40 ปี ในปี 1985 Rolex ได้ฉลองครบรอบ 40 ปี Rolex Datejust หรือ ครบรอบ 80 ปีของ Rolex ด้วยหน้าปัด “Jubilee” ที่ดูทันสมัย


หน้าปัด Jubilee มีลวดลายของคำว่า “ROLEX ROLEX ROLEX” เป็นแพทเทิร์นซ้ำกันทั่วหน้าปัดที่อาจจะดูลายตาไปซักหน่อย รูปแบบคล้ายกับการเรียงคำในลาย Monogram ของ Louis Vuitton หน้าปัด Jubilee นี้ถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางยุค “Logo-mania” หรือยุคแห่งการบ้าคลั่งโลโก้ ที่เหล่าผู้ผลิตสินค้าแบรนด์หรูต่างพากันใส่โลโก้ของแบรนด์ตนเองเข้าไปในตัวสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากหน้าปัด Jubilee ของ Rolex แบรนด์นาฬิกาอื่นๆก็ตามเทรนด์นี้เช่นกัน อย่าง Bvlgari ก็ออกนาฬิกาที่มีขอบล้อมไปด้วยคำว่า “Bvlgari” รอบขอบนาฬิกา


หน้าปัด Jubilee มาในหลากหลายสี ตั้งแต่สีคลาสสิกอย่างดำและขาว จนถึงสีแปลกใหม่อย่างสีชมพู น้ำเงิน และสีแชมเปญ ซึ่งผู้สวมใส่นาฬิกา Datejust ที่มีหน้าปัดลาย Jubilee มักจะกล่าวว่าสีของหน้าปัดจะดูเปลี่ยนไปตามแสงต่างๆที่ตกกระทบมัน ลายของหน้าปัดจะดูชัดน้อยหรือชัดมากก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของหน้าปัดชนิดนี้


นอกจากนี้ หน้าปัด Jubilee เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าหน้าปัด “Computer” เนื่องจากลักษณะของลายบนหน้าปัดนั้นไปคล้ายกับ “Matrix Digital Rain” หรือ “Matrix Code” เป็นโค้ดคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นตัวหนังสือสีเขียวเคลื่อนไหวในแนวดิ่งราวกับฝนที่โปรยปรายเหมือนในภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” ซึ่ง “Code” ที่เรากำลังพูดถึงนี้คือชุดคำสั่งที่เหล่าโปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นมา ตั้งแต่ยุคเมื่อสี่สิบปีที่แล้วที่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังใช้หน่วยประมวลผลรุ่น 8080 และใช้ระบบปฏิบัติการ DOS แถมจอยังเป็นแบบ Monochrome แสดงได้สีเดียว คือสีเขียว

Matrix Code (ซ้าย) / ตัวอย่างคำสั่งในคอมพิวเตอร์ปี 1980 (ขวา)
Rolex Datejust Ref.116234 Black Jubilee Diamond Dial

ด้านบนคือ Rolex Datejust Ref.116234 ที่มาในหน้าปัดลาย Jubilee สีดำคลาสสิก หลักชั่วโมงประดับเพชร ตัวเรือนขนาด 36 มม. จาก Stainless Steel ขอบแบบหยักจาก 18k White Gold สายข้อมือแบบ Jubilee ทำจาก Stainless Steel ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135



3. Floral Dial

อีกหนึ่งหน้าปัดหายากของ Rolex Datejust คือ “Floral Dial” หน้าปัดลายดอกไม้อ่อนหวานเหมาะกับนาฬิกาคุณผู้หญิง แต่หน้าปัดลายดอกไม้นี้ไม่ได้มีแต่ขนาดเล็กสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว แต่มีทั้งขนาด 31มม. และ 36มม. ลายกราฟฟิคดอกไม้ถูกสลักลงบน “Sunburst Dial Plate” หรือแผ่นหน้าปัดที่มีสีเหลือบเล่นแสง ซึ่ง Datejust หน้าปัด Floral ขนาด 36มม. และ 31มม. จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตรงที่หลักชั่วโมง ซึ่งในขนาด 36มม. ขนาด Unisex จะมีหลักชั่วโมงเลขอารบิกที่ตำแหน่ง 6 และ 9 นาฬิกา แต่ในขนาด 31มม. สำหรับผู้หญิง จะมีหลักชั่วโมงเลขอารบิกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเท่านั้น สาเหตุที่ทาง Rolex ออกแบบหน้าปัด Floral ให้มีหลักชั่วโมงเหลือเพียงแค่ 1-2 หลัก อาจเป็นเพราะอยากโชว์ลวดลายดอกไม้และไม่ต้องการให้องค์ประกอบต่างๆบนหน้าบนดูยุ่งเหยิงจนเกินไป อย่างไรก็ตาม การตัดหลักชั่วโมงทิ้งไปอาจทำให้ผู้สวมใส่อ่านเวลาได้ค่อนข้างยาก

Rolex Datejust Ref.116243 พร้อมหน้าปัด Silver & Gold Floral Dial

นอกจากหน้าปัดสีเดี่ยวธรรมดาๆอย่างสีเทา สีบรอนซ์หรือสีมพู หน้าปัด Floral ยังมีหน้าปัดเวอร์ชัน Two-tone ผสมผสานระหว่างสองสีเช่นกัน ซึ่งในงาน Baselworld 2009 Rolex ได้เปิดตัว Datejust 36 คอลเลคชั่นใหม่ รหัส 11624x ที่มาพร้อมหน้าปัดลายดอกไม้และขอบประดับเพชรจำนวน 52 เม็ด อย่าง Rolex Datejust Ref.116243 มีหน้าปัดสีเงินและถูกสลักลายดอกไม้สีทอง ตัวเรือนขนาด 36มม. จาก Stainless Steel ขอบหน้าปัดจากทองคำ 18k ฝังเพชร เม็ดมะยมทำจากทองคำ สายที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสาย Jubilee หรือ Oyster ข้อตรงกลางของสายจะเป็นทองคำ 18k ประกบด้วยข้อรอบนอกที่ทำจาก Stainless Steel เพื่อเสริมความเป็น Two-tone มีหลักชั่วโมงที่ตำแหน่ง 6 และ 9 นาฬิกา และเข็มที่ทำขึ้นจากทองคำ ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135

ในปีถัดมา Rolex ได้เปิดตัวเหล่าลูกสาวคนใหม่ในคอลเลคชั่น Datejust Lady 31 ในงาน Basel World 2010 ที่มาพร้อมกับหน้าปัดดอกไม้อีกเช่นเคย แต่สิ่งที่พิเศษคือลายดอกไม้ไม่ใช่แค่เพียงเส้นสลักธรรมดาๆเหมือนในรุ่นก่อนหน้า แต่ตัวดอกไม้ใน Datejust Lady 31 จะมีลักษณะนูนออกมาจากตัวหน้าปัดจึงทำให้ดูมีมิติมากขึ้น ซึ่งลายดอกไม้บนหน้าปัดทำขึ้นจาก โรเดียม (Rh-Rhodium) เป็นโลหะสีขาวเงิน อยู่ในจำพวกแพลทินัม โดยทั่วไป ในวงการเครื่องประดับจะใช้โรเดียมเคลือบชิ้นงานที่ทำจากทองคำหรือเงิน เพื่อให้มีความแวววาว สวยงาม คงทนมากยิ่งขึ้น รวมถึงทนทานต่อการผุกร่อนอีกด้วย


ลายดอกไม้ที่นูนขึ้นมานี้เกิดจากวิธี “Electroforming” ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการขึ้นรูปหรือเคลือบโลหะชนิดต่างๆ บน “Mandrel” ซึ่งก็คือแกนแบบหรือแม่พิมพ์ให้มีรูปร่างตามต้องการโดยการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งขบวนการ Electroforming อาศัยธรรมชาติของกระแสไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบที่ดึงดูดกันและกัน จากภาพที่เห็นด้านล่าง เป็นกระบวนการที่โลหะซึ่งอยู่ฝั่งขั้วบวกได้ทำการเคลื่อนตัวไปหาแม่พิมพ์ที่อยู่ฝั่งขั้วลบ จนกระทั่งเกิดเป็นการเคลือบบนพื้นผิวของแม่พิมพ์และกลายเป็นรูปแบบตามที่ต้องการ

ขบวนการขึ้นรูปวัตถุด้วยวิธีการ Electroforming
ดอกไม้และแมลงที่ผ่านการชุบแบบ Electroforming

Rolex ได้ทำ Datejust หน้าปัด Floral มาหลากสี ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดจาก Dark Rhodium ที่มีสีเทาเข้ม สีชมพูและสีแชมเปญ แต่สียอดนิยมที่ใส่ได้ทุกเพศทุกวัยคือสีเทาเข้มอย่าง Rolex Datejust Ref. 178344 หน้าปัด Dark Rhodium Floral ตัวเรือนขนาด 31 มม. จาก Stainless Steel ขอบแบบเพชรกระจายทำจากทองขาว 18k สาย Oyster จาก Stainless Steel ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกามีหลักชั่วโมงเลขอารบิกทำจากทองขาว ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 2235

RoleDatejust Ref. 178344 หน้าปัด Dark Rhodium Floral


4. Black Pearl Dial

Black Mother-of-Pearl

หลายท่านคงจะเคยได้ยินและรู้จักกับหน้าปัด Mother-of-Pearl หรือหน้ามุก มาอยู่มากพอสมควร ซึ่งมันไม่ได้ทำจากไข่มุก แต่มันมาจากเปลือกหรือฝาของหอยมุก ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่หน้าปัดมุกที่เห็นกันอยู่จนชินตาจะมีสีขาว แต่ยังมีหน้าปัด Black Pearl หรือมุกดำซึ่งนำมาจากเปลือกมุกสีเข้มถึงดำที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Mother-of-Pearl กันดีกว่า หากแปลตรงตัวเลย ก็จะได้ความหมายว่า “แม่ของมุก” ซึ่งหมายถึงเปลือกหอยที่เป็นแหล่งกำเนิดหรือเป็นเหมือนแม่ของไข่มุกนั่นเอง Mother-of-Pearl นับว่าเป็น “Organic Gemstone” ซึ่งคำว่า Organic จะจัดอยู่จำพวกอัญมณีที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น พืชและสัตว์


Mother-of-Pearl มีอีกชื่อหนึ่งว่า “Nacre” ซึ่งมีความหมายเดียวกัน คือ ส่วนเปลือกภายในของหอยมุกที่มีเยื่อบุสีรุ้งลักษณะแวววาว สีสันสวยงาม ซึ่งเกิดจาก Aragonite ที่เป็น Calcium Carbonate หรือแร่คาร์บอเนตที่ผลิตโดยหอยมุกน้ำจืด หอยมุกน้ำเค็มและหอยเป๋าฮื้อ ที่พวกมันจะทำการปล่อยเมือกหรือน้ำลายที่มีสารประกอบเคมีดังกล่าวออกมา เมื่อพบวัตถุแปลกปลอมภายในฝาหอย เจ้าหอยเหล่านี้ก็จะทำการปกป้องตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเป็นไข่มุกเม็ดงามในที่สุด รวมถึงทำให้เกิดสีสันและลวดลายจากธรรมชาติที่เปลือกด้านในอีกด้วย


ตามธรรมชาติของ Mother-of-Pearl จะมีลักษณะทึบแสงไปจนถึงโปร่งแสง และหอยแต่ละตัวจะมีสีภายในของเปลือกที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากที่เราได้พบเห็นกันจะเป็นสีขาวหรือขาวครีม แต่ยังมีเปลือกสีอื่นอีก เช่น สีดำ เทา เงิน เหลือง ฟ้าเหลือบเขียว หรือแม้กระทั่งสีแดงก็ยังมี และ Mother-of-Pearl จากหอยเป๋าฮื้อมักจะมีสีที่ค่อนข้างสด มันวาว และมีหลากหลายสี เช่น สีฟ้า เขียวและม่วง หลายต่อหลายแบรนด์ได้ใช้ชิ้นส่วนภายในเปลือกหอยนี้มาทำข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับและหน้าปัดนาฬิกา

Rolex Datejust Ref. 178341NR

ด้านบนคือ Rolex Datejust Ref. 178341NR ที่มาในหน้าปัด Black Mother-of-Pearl ตัวเรือนขนาด 31มม. จาก Stainless Steel และ Everose Gold พร้อมสาย Jubilee ที่มีข้อตรงกลางจาก Everose Gold ประกบด้วยข้อขนาดเล็กรอบนอกจาก Stainless Steel ขอบแบบเพชรกระจายและหลักโรมันทำจาก Everose Gold ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 2235



5. Goldust Dream


สืบเนื่องจากหน้าปัดก่อนหน้าที่เราได้เพิ่งกล่าวถึงกันไป ตอนนี้ทุกท่านคงได้รู้จักอัญมณีจากท้องทะเลอย่าง Mother-of-Pearl ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาดูอีกหนึ่งหน้าปัดหายากของ Rolex Datejust ที่มีส่วนประกอบของ Mother-of-Pearl อยู่ด้วย ซึ่งหน้าปัดดังกล่าวนี้คือ “Goldust Dream” เป็นหน้าปัดที่ผสมผสานระหว่าง Mother-of-Pearl สีขาวและการตกแต่งลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ อย่างต้นไม้ ใบไม้ ซึ่งลวดลายนี้เกิดจากการใช้ผงทองคำหรือผง Pink Gold ในกรรมวิธีที่ได้จดลิขสิทธิ์เฉพาะของ Rolex วิธีดังกล่าวเรียกว่า PVD - Physical Vapor Deposition คือ การตกตะกอนของไอสสาร ที่ได้มาโดยวิธีการทางฟิสิกส์ เป็นเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมเคลือบผิววัสดุ ซึ่งปกติแล้ววิธีนี้จะใช้ในการผลิตสินค้าของอุสาหากรรมเทคโนโลยี เช่น ไมโครชิป และ ฮาร์ดดิสก์ ในกรณีนี้ทาง Rolex ได้เลือกมาใช้ในการตกแต่งลวดลายบนหน้าปัดเพื่อให้ลายมีความบางราวกับแผ่นฟิล์ม ซึ่งจะไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพและความสวยงามของฐานหน้าปัดที่ทำจาก Mother-of-Pearl

Rolex Datejust Pink Goldust Dream Ref. 178341

ด้านบนคือ Rolex Datejust Ref.178341 ตัวเรือนขนาด 31 มม. ตัวเรือนและสาย Oyster จาก Stainless Steel และ Everose Gold ขอบแบบเพชรกระจาย หน้าปัดจาก Mother-of-Pearl สีขาว พร้อมลวดลาย Goldust Dream หลักโรมัน ส่วนหลัก 6 นาฬิกาจะพิเศษกว่าตำแหน่งอื่นตรงที่มีการประดับเพชร ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 2235



6. Tuxedo dial


Tuxedo Dial เป็นอีกหนึ่งหน้าปัดหายากของ Datejust เพียงแค่เหลือบตามองไปที่หน้าปัด คงเดาได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะว่าที่มาของชื่อ Tuxedo นี้ได้มาจากอะไร ลักษณะเด่นของหน้าปัดชนิดนี้คือมีวงกลมอยู่ตรงกลาง และล้อมรอบด้วยวงแหวนรอบนอกที่มีสีตัดกันพอดี Rolex Datejust Tuxedo Dial ตัวเรือนขนาด 36มม. ใน Ref.116200 เป็นรุ่นที่มีวงกลมตรงกลางสีเงินกับวงแหวนรอบนอกสีดำ ซึ่งหากท่านลองจินตนาการตามคงมองออกได้ไม่ยากว่า ส่วนสีเงินด้านในเป็นเหมือนตัวแทนของเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกคลุมด้วยวงแหวนรอบนอกสีดำซึ่งเป็นตัวแทนของชุดสูทสีดำ ซึ่งรวมกันแล้วก็จะกลายเป็นชุด Tuxedo สุดหรูตามชื่อของหน้าปัด


ส่วนอีกรุ่นอย่าง Ref.116234 จะมีรูปแบบเป็นวงกลมตรงจุดศูนย์กลางและวงแหวนรอบนอกเป็นสีเงิน แต่คนละเฉดสี และ Datejust หน้าปัด Tuxedo จะทำออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่น ขอบหยัก ขอบเรียบ สาย Jubilee สาย Oyster หรือแม้กระทั่งสายและตัวเรือนแบบ Two-tone ที่ผสมสองวัสดุ อย่างสายและตัวเรือนที่ผสมผสานระหว่างทองคำและเหล็กกล้าใน Ref.116233 ส่วนหลักชั่วโมงที่ใช้จะเป็นหลักขีด แต่รอบหน้าปัดจะมี Minute ring หรือขีดบอกนาทีที่มาในรูปแบบคล้ายรางรถไฟพร้อมกับตัวเลขโรมันขนาดเล็กภายใน Minute ring นอกจากนี้ หลักขีด เข็มชั่วโมงและนาทีเป็นแบบเคลือบเรืองแสง


หากดูจากภายนอก Datejust พร้อมหน้าปัด Tuxedo จะดูเป็น Dress Watch ที่เหมาะแก่การใส่คู่กับชุด Tuxedo หรือไปงานทางการ แต่ด้วยความสามารถกันน้ำได้ที่ระดับความลึกถึง 330 ฟุต หรือ 100 เมตร ทำให้มันเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง ท่านสามารถว่ายน้ำในวันหยุดไปพร้อมกับ Rolex Datejust Tuxedo Dial ได้อย่างสบายๆ เนื่องจากตัวเครื่องภายในใช้เป็น ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135 ที่กันน้ำ

A. Rolex Datejust Tuxedo Dial Ref.116200: ตัวเรือนจาก Stainless Steel ขนาด 36 มม. สาย Jubilee จาก Stainless Steel หน้าปัด Tuxedo สีดำและเงิน ขอบหยักจาก Stainless Steel และมี Black & Red Roulette Date Wheel หรือวงล้อที่อยู่ในหน้าต่างบอกวันที่มีตัวเลขสีดำและแดงสลับกัน


B. Rolex Datejust Tuxedo Dial Ref.116234: ตัวเรือนจาก Stainless Steel ขนาด 36 มม. สาย Jubilee จาก Stainless Steel หน้าปัด Tuxedo สีเงิน ขอบหยักทำจาก 18k White Gold และมี Black & Red Roulette Date Wheel หรือวงล้อที่อยู่ในหน้าต่างบอกวันที่มีตัวเลขสีดำและแดงสลับกัน


C. Rolex Datejust 36mm Tuxedo Dial Ref.116233: มาในรูปแบบ Two-tone สองสี ตัวเรือนจาก Stainless Steel ขนาด 36 มม. ขอบหยักทำจากทองคำ 18k หน้าปัด Tuxedo สีดำและเงิน สายแบบ Jubilee ที่มีข้อตรงกลางจากทองคำ 18k และข้อเล็กรอบนอกจาก Stainless Steel และมี Black & Red Roulette Date Wheel หรือวงล้อที่อยู่ในหน้าต่างบอกวันที่มีตัวเลขสีดำและแดงสลับกัน



7. Sunburst dial


ลวดลายบนหน้าปัดเป็นคำตอบให้เราได้อย่างชัดเจนเลยว่า สาเหตุใดจึงมีชื่อว่า “Sunburst” เพราะบนหน้าปัด Sunburst มีการสลักลายเส้นตรงแนวยาวจากจุดศูนย์กลางของหน้าปัดหลายเส้น ให้มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์ที่สาดแสง สร้างมิติให้กับนาฬิกา ทางเราคิดว่าการเลือกใช้ขอบหน้าปัดแบบหยักคู่กับหน้าปัด Sunburst ทำให้นาฬิกามีความ Continuity หรือดูไหลลื่นเป็นเนื้อเดียวกันทั้งตัวเรือน เนื่องจากหน้าปัดลาย Sunburst และขอบหยักมีลวดลายที่คล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร และ Rolex ได้ทำ Datejust หน้าปัด Sunburst มาหลายรูปแบบ แต่เราขอหยิบ Rolex Datejust Black Sunburst Dial Ref.116231 มาให้ทุกท่านได้ชมกันค่ะ Ref.116231 มาในรูปแบบ Two-tone ที่ผสมผสานระหว่างสองวัสดุ ตัวเรือนขนาด 36 มม. จาก Stainless Steel ขอบหยักจาก Everose Gold 18k สาย Jubilee ที่มีข้อตรงกลางจาก Everose Gold 18k ประกบด้วยข้อรอบนอกจาก Stainless Steel หน้าปัดลาย Sunburst สีดำ หลักโรมันและเข็มจากโรสโกลด์ และมี Red & Black Roulette Date Wheel หรือวงล้อที่แสดงตัวเลขวันที่บนหน้าต่างบอกวันที่จะเป็นสีดำและแดงสลับกัน ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135

Rolex Datejust Ref.116231 Black Sunburst Dial

8. Pyramid dial

ลายบนหน้าปัดพีระมิด (ซ้าย) / ภาพจากมุมบนของพีระมิด (ขวา)

หลายท่านคงรู้จักสถานที่แห่งประวัติศาตร์ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างด้วยมือมนุษย์หลายพันปีก่อนในอียิปต์ ที่มีนามว่า “พีระมิด” ความหมายแฝงของพีระมิด คือ ความแข็งแกร่งและพลังงาน สำหรับชาวอียิปย์โบราณ พีระมิดเป็นดั่งหนทางสู่ชีวิตใหม่หรือความตายเนื่องจากลักษณะของพีระมิด โครงสร้างของพีระมิดสร้างจากฐานสี่เหลี่ยมและต่อยอดด้วยวัสดุก่อสร้างทรงสามเหลี่ยม จึงเป็นตัวแทนทางกายภาพที่สื่อถึงร่างกายมนุษย์ที่สร้างขึ้นจากพื้นโลกและเติบโตไปยังแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์เหมือนกับยอดพีระมิดที่ชี้ขึ้นฟ้า และ Rolex ก็ได้หยิบยืมรูปทรงของพีระมิดมาทำหน้าปัด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงและสีที่คล้ายกับพีระมิดของจริงที่เป็นสุสานของฟาโรห์แห่งอียิปต์ บางท่านอาจสงสัยและดูไม่ค่อยออกว่าหน้าปัด Pyramid นี้ดูเป็นพีระมิดอย่างไร อาจเป็นเพราะลวดลายพีระมิดที่ไม่ได้ชัดเจนมากนัก ซึ่งลายพีระมิดที่ Rolex ทำขึ้นมา เป็นเหมือนการมองภาพมุมบนของพีระมิด ซึ่งเป็นลวดลายสีเหลี่ยมจัตุรัสที่มียอดนูนอยู่ตรงกลางและเป็นแพทเทิร์นติดกันทั้งหน้าปัดเหมือนกับตะแกรง

Rolex Datejust 36 Gold & Steel Ivory Pyramid Dial Ref.116233

จากภาพด้านบนคือ Rolex Datejust Pyramid Dial Ref.116233 มาในรูปแบบ Two-tone พร้อมหน้าปัดลายพีระมิดสีงาช้าง ตัวเรือนขนาด 36 มม. จาก Stainless Steel ขอบหยัก หลักโรมันและเข็มทำจากทองคำ 18k สาย Jubilee แบบ Two-tone ซึ่งข้อตรงกลางทำจากทองคำ 18k ประกบด้วยข้อรอบนอกจาก Stainless Steel ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135



9. Decorated Arabic Dial

Rolex Datejust Blue & Black Decorated Arabic Dial Ref.116200

มาต่อกันที่หน้าปัดหายากอย่าง “Decorated Arabic” ในหน้าปัดนี้ทำขึ้นจาก “Sunburst Dial Plate” หรือแผ่นหน้าปัดที่มีสีเหลือบเล่นแสง ซึ่งหน้าปัดลายนี้ถูกทำออกมาหลากหลายสี เช่น สีเงิน ดำ และน้ำเงิน แต่จุดเด่นของหน้าปัด Decorated Arabic คือ การใช้หลักชั่วโมงอารบิกที่ถูกเรียงอยู่บนวงแหวนรอบหน้าปัด ซึ่งวงแหวนดังกล่าวจะเป็นสีพื้นหรือสีที่ตัดกับสีฐานของหน้าปัดเพื่อให้ตัวหลักชั่วโมงดูโดดเด่นขึ้นมาและสะดวกต่อการอ่านเวลามากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลักชั่วโมงในหน้าปัด Decorated Arabic จะถูกเรียงไปตามแนววงแหวนแทนที่จะเป็นแนวตั้งตรงธรรมดาๆเหมือนนาฬิกาทั่วไป ซึ่งทำให้หลักชั่วโมง โดยเฉพาะตำแหน่ง 4 – 8 นาฬิกาดูคว่ำกลับหัวกลับหางจนลำบากต่อการอ่านเวลาไปเล็กน้อย ซึ่งผู้ที่มีนาฬิกา Datejust หน้าปัด Decorated Arabic ไว้ในครอบครองบางท่านก็บ่นถึงปัญหานี้เช่นกัน

นอกจากนี้ รอบขอบนาฬิกายังมี Minute ring หรือขีดบอกนาทีสีดำพร้อมกับตัวเลขอารบิกบอกนาทีที่กำกับอยู่ตามตำแหน่งหลักชั่วโมง


เราขอยกตัวอย่าง Rolex Datejust Silver Decorated Arabic Ref.116234 หน้าปัดสีเงินมาให้ทุกท่านได้ชมกัน เพราะในหน้าปัดสีเงินนี้มีจุดเด่นที่ต่างจากสีอื่นๆตรงที่แพทเทิร์นหรือลายของหน้าปัด พื้นผิวของหน้าปัด Decorated Arabic สีเงินจะมีแพทเทิร์น “Crisscrossing” หรือลายกากบาดซึ่งมีลวดลายคล้ายกับตะแกรงสีขาวที่ประทับบนหน้าปัดสีเงิน ในรุ่นนี้จะใช้วงแหวนเป็นสีเงินแบบพื้นเพื่อให้ตัดกับลวดลายตะแกรงของหน้าปัด ซึ่งทำให้สะดวกต่อการอ่านเวลามากขึ้น ตัวเรือนขนาด 36มม. ทำจาก Stainless Steel และขอบหยักจาก 18k White Gold สาย Jubilee จาก Steel ข้อตรงกลางของสายถูกเคลือบเงาและข้อเล็กรอบนอกจะถูกขัดแบบด้าน มีหลักอารบิกสีฟ้า เข็มที่ใช้ทำขึ้นจาก Steel ถูกเคลือบให้เงางามพร้อมกับการแต่งด้วยสารเรืองที่ปลายเข็ม และมี Black Roulette Date Wheel หรือวงล้อที่อยู่ในหน้าต่างบอกวันที่มีตัวเลขสีดำทั้งหมด ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135 มีความสามารถกันน้ำที่ระดับความลึก 100 เมตร

Rolex Datejust Silver Decorated Arabic Ref.116234
แพทเทิร์น “Crisscrossing” บนหน้าปัด Decorated Arabic สีเงิน


10. Onyx Dial

โอนิกซ์หรือหินนิล

หลายท่านอาจเคยสงสัยว่าหน้าปัดสีดำของ Rolex Datejust ทำมาจากอะไรถึงได้มีสีดำเข้มจนเหมือนเราได้มองลงไปในบ่อน้ำมันกันเลยทีเดียว หน้าปัดดังกล่าวทำขึ้นจาก “Onyx” โอนิกซ์หรือหินนิลที่มีสีดำ หินนิลโอนิคส์อยู่ในตระกูลแร่คาลซิโดนี (Chalcedony) ซึ่งเป็นหนึ่งในอัญมณีตระกูลควอตซ์ (Quartz) จัดว่าเป็นพลอยเนื้ออ่อนที่มีค่าความแข็งอยู่ที่ 6.5 – 7 โมห์สเกลเท่านั้น ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ หากท่านมีเครื่องประดับที่ทำจากหินนิล ก็ควรเก็บรักษาให้พ้นแสงแดดหรือไม่ควรสวมใส่ให้ไปออกแดดจ้าเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังไม่ควรเก็บเครื่องประดับจากหินนิลไว้รวมกับเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีชนิดอื่นอีกด้วย เนื่องจากอาจทำให้ผิวของหินนิลเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายค่ะ ในวงการเครื่องประดับมักจะนำโอนิกซ์ไปเจียระไนขึ้นรูปทรงต่างๆ เช่น ทรงสี่เหลี่ยม ทรงสามเหลี่ยม ทรงหยดน้ำ หรือทรงหลังเบี้ย(Cabachon) ที่มีลักษณะเป็นโดมโค้งมน รวมถึงวงการนาฬิกา ก็นิยมนำหินนิลมาตกแต่งปลายเม็ดมะยมและทำหน้าปัดสีดำเหมือนกับใน Rolex Datejust โอนิกซ์หรือหินนิลสามารถพบได้ในประเทศอุรุกวัย บราซิล อัฟกานิสถาน อินเดีย มาดากัสการ์ เปรู รัฐแคลิฟอร์เนียและตอนเหนือของเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งรวมของหินนิล แต่ในประเทศไทยเราก็สามารถพบหินนิลได้มากเช่นกัน ในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด


นอกจากนี้ ในสมัยโบราณเหล่านักรบมักจะใส่เครื่องรางจากหินนิลเพื่อช่วยให้พวกเขารอดปลอดภัยจากศัตรูในสนามรบ ส่วนในความเชื่อของชาวอินเดียและเปอร์เซีย การพกหรือสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากหินนิลจะปกป้องพวกเขาจากอันตรายทั้งปวง หรือแม้กระทั่งมีความเชื่อว่าการนำหินนิลไปวางไว้บนท้องของหญิงตั้งครรภ์จะทำให้ลดความเจ็บปวดเมื่อถึงเวลาคลอดหรือช่วยทำให้คลอดได้ไวขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้หินนิลยังคงอยู่ในความเชื่อของมนุษย์ทั่วโลกว่าเป็นหินที่ช่วยขจัดสิ่งร้ายๆและปกป้องผู้สวมใส่จากอันตรายทั้งปวง ดังนั้นนอกจากสีดำเงาที่ดูสะดุดตา ความหมายอันดีงามของหินนิลอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Rolex นำโอนิกซ์มาทำหน้าปัดในนาฬิกาหลากหลายรุ่น รวมถึง Rolex Datejust

Rolex Datejust 36 Black Onyx Diamond Dial, Steel & Gold Ref.116203

ด้านบนคือ Rolex Datejust 36 Ref.116203 ที่มาพร้อมหน้าปัดดำจากโอนิกซ์ ตัวเรือนขนาด 36 มม. ทำขึ้นจาก Stainless Steel ขอบทรงโดมทำจากทองคำ 18k สาย Jubilee ที่ข้อตรงกลางทำจากทองคำ ส่วนข้อเล็กรอบนอกทำจาก Stainless Steel เข็มทำจากทองคำ นอกจากหน้าปัดดำ อีกหนึ่งจุดที่ดูโดดเด่นคือการใช้หลักเลขอารบิกจากทองคำที่ตำแหน่ง 6 และ 9 นาฬิกา ซึ่งมีการประดับเพชรในตัวเลขดังกล่าว เครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135



11. Wave Dial

Rolex Datejust Blue Wave Dial Ref.116233

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงหน้าปัด Datejust หายากหน้าสุดท้ายแล้วค่ะ หน้าปัดนี้มีชื่อว่า “Wave” ที่แปลว่าคลื่นนั่นเอง ลวดลายของหน้าปัดเป็นเหมือนคลื่นทะเลสมกับชื่อของมัน ภายในคลื่นแต่ละลูกนั้นจะมีแพทเทิร์นคำว่า “ROLEX” หลายๆคำกระจายไปทั่วทั้งหน้าปัด ลวดลายคลื่นทะเลพร้อมกับคำว่า Rolex ได้ถูกพิมพ์บนหน้าปัดสีแบบ Sunburst หรือหน้าปัดที่มีลักษณะเหลือบเล่นกับแสง ซึ่งได้ทำออกมาในหลากหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน เขียว ชมพู เงิน หรือบรอนซ์ มีหลักชั่วโมงแบบขีดและเข็มเคลือบเรืองแสง แต่หลักชั่วโมงที่ตำแหน่ง 6 และ 9 นาฬิกาเป็นหลักอารบิกฝังเพชร ที่ทำขึ้นจากทองคำ 18k หรือ Stainless Steel แตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น เช่น Rolex Datejust Blue Wave Dial Ref.116233 ในหน้าปัด Wave สีน้ำเงินที่ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย มาในหน้าปัดสีน้ำเงินแบบ Sunburst ที่เล่นแสง ตัวเรือนแบบ Two-tone ขนาด 36มม. ทำจาก Stainless Steel ส่วนขอบแบบหยักและเม็ดมะยมทำขึ้นจากทองคำ 18k สาย Oyster ที่มีข้อตรงกลางทำจากทองคำ ส่วนข้อเล็กรอบนอกทำจาก Steel ในรุ่นนี้ เข็ม หลักชั่วโมงแบบขีดและหลักอารบิกประดับเพชรทำขึ้นจากทองคำ 18k เพื่อเสริมสไตล์ Two-tone ของนาฬิกาทั้งเรือน ตัวเครื่องภายในเป็นระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 3135

Blue Wave Ref.116233 (1) / Pink Wave Ref.116244 (2) / Bronze Wave Ref.116234 (3) / Green Wave Ref.116243 (4)

------------


อย่างที่เราทราบกันดีว่า นอกจากกรรมวิธีที่ Rolex ใช้ผลิตลวดลายต่างๆบนหน้าปัดโดยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ยังมีประเพณีนิยมของ Rolex ที่หน้าปัดหลากสีสันและลวดลายไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นมาเอง แต่ Rolex มักจะสรรหาแร่ล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นแร่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อย่างเพชร แร่สีม่วงอเมทิสต์ หรือแม้แต่แร่จากนอกโลกอย่างหินอุกกาบาต Gibeon และ Organic Gemstones ซึ่งเป็นอัญมณีที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตตามรรมชาติ อย่าง Mother-of-Pearl สีต่างๆจากหอยมุก Rolex ก็เสาะแสวงหามาทำหน้าปัดของเรือนเวลาเพื่อเพิ่มทั้งมูลค่าและความคงทนชั่วลูกชั่วหลาน ถึงแม้ทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าปัดหายากที่ Rolex ได้นำมาใช้ในนาฬิกา Datejust แต่ถ้าหากท่านได้พบเห็น Datejust ในหน้าปัดเหล่านี้ที่ใด ก็ไม่ควรรีรอที่จะหามาไว้ในครอบครองเพื่อเป็นมรดกตกทอดหรือเพื่อการลงทุน เพราะมูลค่าของนาฬิกาเหล่านี้อาจจะพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้








อ้างอิงจาก