top of page

การกลับมาของรถถังในตำนาน : Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary Edition

Cartier Tank Cintrée หนึ่งในนาฬิกาทรงรถถังตามตำนานของ Cartier ที่เป็นทายาทอันดับที่สองของตระกูล Cartier Tank ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1921 ในตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ยาวแปลกตาจนทำให้หวนคิดถึงแรงบ้นดาลใจของผู้ออกแบบ ล่าสุดทางแบรนด์ได้เปิดตัวรุ่นครบรอบ 100 ปีแห่ง Tank Cintrée ที่มีเพียง 150 เรือนในโลกเท่านั้น เวลาผ่านไปกว่าร้อยปีคงทำให้ Tank Cintrée เปลี่ยนไปมากพอสมควร ไม่ต่างกับคนเราในแต่ละ Generations แต่ทำไมรูปลักษณ์ของรุ่น 100th Anniversary Edition ถูกขนานนามว่าเป็นฝาแฝดหรือเป็นรุ่นดั้งเดิมกลับชาติมาเกิดเสียด้วยซ้ำ? บทความนี้เราจะพาทุกท่านกลับไปยังจุดเริ่มต้นและเดินทางมาสู่ปีที่ 100 ของ Cartier Tank Cintrée กันค่ะ

จุดกำเนิด Cartier Tank

ในสมัยก่อนการกำเนิดของนาฬิกาข้อมือ ถึงแม้จะไร้ความเที่ยงตรงในการบอกเวลา แต่การมีนาฬิกาพกถือเป็นเครื่องบอกฐานะทางสังคมในหมู่สตรีชั้นสูง ตรงกันข้ามในหมู่สุภาพบุรุษ นาฬิกาไม่ได้มีความหมายใดกับพวกเขาเลย จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยธรรมชาติของสงคราม การสื่อสารระหว่างนายทหารที่กระจายกำลังและกองบัญชาการเป็นเรื่องที่ยากลำบาก “เวลา” จึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อการนัดหมายที่สำคัญในการออกรบ เช่น เวลาโจมตี ดังนั้นนาฬิกาข้อมือเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในชุดเครื่องมือของทหาร เมื่อเทียบกับนาฬิกาพกแบบดั้งเดิม นาฬิกาข้อมือสะดวกและเหมาะสมกับการใช้ในสนามรบมากกว่าหลายเท่า


อย่างไรก็ตาม เหล่าทหารกล้าไม่ได้ใช้นาฬิกาข้อมือในสนามรบเพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังสวมใส่นาฬิกากลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติจนทำให้นาฬิกาข้อมือเป็นที่นิยมมากขึ้น

Vintage Cartier Santos 1916

ในปี 1904 Louis-Joseph Cartier หลานชายของผู้ก่อตั้ง Cartier ได้ออกแบบนาฬิกาข้อมือให้กับเพื่อนของเขา Alberto Santos-Dumont นักบินชาวบราซิล จุดกำเนิดมาจากการที่ Santos บ่นถึงปัญหาในการดูเวลาจากนาฬิกาพกที่ค่อนข้างลำบากในขณะที่เขาทำการบิน จึงขอให้ Louis Cartier ช่วยออกแบบนาฬิกาที่แก้ปัญหานี้ให้กับเขา Louis จึงสร้าง Cartier Santos-Dumont ขึ้นมาเพื่อให้ Santos สามารถดูเวลาได้สะดวกมากขึ้นขณะขับเครื่องบิน ถึงแม้ Cartier Santos-Dumont จะไม่ใช่นาฬิกาข้อมือเรือนแรก แต่ถือว่าเป็นนาฬิกาข้อมือสำหรับนักบินเรือนแรกของโลก


12 พฤศจิกายน 1906 Santos-Dumont ได้กลายเป็นผู้บุกเบิกแห่งการบินและเป็นนักบินคนแรกที่ได้ถูกบันทึกภาพขณะทำการบินไฟลท์ระยะทาง 220 เมตร ในเวลา 21.5 วินาที และที่สำคัญ เขาได้ใส่นาฬิกาที่เพื่อน Cartier ผู้หลานออกแบบให้ นาฬิกาอีกสองรุ่นที่ตามหลังมา คือ Tonneau (1906) และ Tortue (1912) Tonneau เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าถัง รูปทรงของตัวเรือนดีไซน์ขึ้นตามรูปร่างของถังไม้ ส่วน Tortue ดีไซน์ตามรูปทรงของกระดองเต่า รูปทรงโดยรวมจะดูกลมกว่า Tonneau จนมาถึงปี 1917 นาฬิกาตัวต้นแบบของ Tank ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นวิวัฒนาการจากนาฬิกาเรือนเหลี่ยมจัตุรัส Cartier Santos-Dumont

Original Cartier Tank Normale 1919

ถึงแม้ว่าชื่อ “Tank” หรือ ‘รถถัง’ จะสวนทางกับรูปแบบนาฬิกาที่ดูสง่า แต่ดีไซน์ของ Tank ได้แรงบันดาลใจจากการที่ Louis Cartier ไปเห็นรถถังหุ้มเกราะ “Renault FT-17” ที่แนวรบด้านตะวันตก ซึ่งเป็นเขตสงครามหลักในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาวุธสงครามอันทรงประสิทธิภาพคันนี้ดึงดูด Louise จนต้องนำ Geometric form หรือรูปทรงเรขาคณิต มาออกแบบนาฬิกา ในแต่ละชิ้นส่วนของรถถัง เมื่อสังเกตภาพโครงสร้างของรถถังผ่านมุมมองด้านบน จะเห็นองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.) ทรงกลม เป็น “Turret” หรือป้อมปืนจากตัวรถถัง ทรงกลมนี้เป็นส่วนด้านในสุดเมื่อดูจากรูปโครงสร้างรถถัง ซึ่งจะอยู่ภายในทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2.) ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็น “Main body” หรือห้องเครื่องหลักของรถถัง ซึ่งสี่เหลี่ยมจัตุรสนี้อยู่ภายในชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกที และ 3.) ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าคือ “Tank treads” หรือส่วนล้อของรถถังที่เป็นสายพาน โดย Louis ใช้โครงสร้างเหล่านี้รังสรรค์ Cartier Tank ขึ้นมา เขาออกแบบให้ตัวเรือนสี่เหลี่ยมเป็นห้องเครื่องหลักของรถถัง และออกแบบ Chemin de fer minutes ring แปลว่า ‘รางรถไฟ’ สังเกตว่าเส้นบอกนาทีหรือ Minute Ring ของ Cartier Tank จะมีลักษณะคล้ายรางรถไฟ แต่ดีไซน์นี้ใน Tank ได้รับแรงบันดาลใจมาจากส่วนตีนตะขาบของรถถัง

ภาพโครงสร้างของ Renault FT-17 tank (ซ้าย) / Renault FT-17 tank (ขวา)

ต่างจากนาฬิกาเรือนกลมทั่วไปในช่วงเวลานั้น Cartier Tank มาในรูปทรงที่ดูแปลกใหม่ ตัวเรือนขนาด 23x30 มม. ทำจากทองคำขาว เป็นทั้งทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าไปในตัว โดยขอบแนวตั้งด้านข้างทั้งซ้ายและขวาของตัวเรือนถูกยืดและขยายออกไปเพื่อเป็นขานาฬิกา จึงทำให้ตัวเรือน ขาและสายหนังดูเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ซึ่งส่วนนี้เรียกว่า “Brancards” รูปทรงของนาฬิกา Tank รุ่นต้นแบบเหมือนการนำ Cartier Santos ตัวเรือนสี่เหลี่ยมจัตุรัสมายืดให้ยาวขึ้น Cartier Tank มีเข็มสีน้ำเงินแบบ Breguet-style Hands และเม็ดมะยมประดับด้วย Blue Sapphire Cabochon ซึ่งเป็นแก้วคริสตัลที่ผ่านการเจียระไนแบบหลังเบี้ย (Cabochon) เทคนิคการเจียระไนที่ทำให้วัสดุที่ถูกเจียระไนมีลักษณะเป็นโดมโค้งเรียบและขัดเงา ซึ่งจะมีรูปทรงที่สูงหรือเกือบแบนก็ได้ ส่วนหน้าปัดมีสีขาวครีมมาพร้อมกับหลักโรมันที่ขนาบอยู่รอบเส้นช่องนาทีแบบ Chemin de fer minutes ring ตัวเครื่องภายในเป็นระบบไขลานที่มีขนาดบาง ซึ่ง Cartier ได้ให้ Edmond Jaeger ผู้ผลิตนาฬิกาชื่อดังในสวิสสมัยนั้นเป็นผู้ผลิตให้

General John Pershing ผู้ได้ครอบครอง Cartier Tank คนแรก

ก่อนที่จะถูกผลิตมาขายอย่างเป็นทางการ ในปี 1917 Cartier Tank เรือนแรกถูกออกแบบมาให้กับ General John Pershing ผู้บังคับบัญชากองกำลังรบนอกประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ A.E.F (American Expeditionary Forces) เพื่อเป็นนาฬิกาที่แสดงถึงเครื่องหมายแห่งชัยชนะ เครื่อข่ายและความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Louis Cartier และทางการทหารเป็นการตลาดชั้นเยี่ยมที่ทำให้ Cartier Tank โด่งดังในยุคนั้น ต่อมา Tank ได้เข้าสู่กระบวนการผลิตเต็มรูปแบบในปี 1919 ซึ่งถูกผลิตขึ้นเพียง 6 เรือนเท่านั้น Louis ได้วางจำหน่ายที่ร้านของเขาในกรุงปารีส นาฬิการุ่นนี้มีนามว่า “Tank Normale” ที่เป็นผลผลิตของ Cartier Santos ผสมกับดีไซน์ของรถถัง Renault FT-17 นั่นเอง หลังจากนั้น ในปี 1921 Cartier ก็ได้ออก Tank Cintrée ที่มีวิวัฒนาการจากรุ่นแรกเริ่ม


นอกจากนี้ยังมี Tank อีกหลายคอลเลคชั่น อย่าง Tank Louis Cartier ที่คลานตาม Tank Cintrée มาติดๆในปี 1922 ซึ่งกรอบด้านข้างของตัวเรือนหรือส่วน Brancard มีความโค้งมนมากกว่า Cintrée และเช่นเดียวกับ Tank Américaine ที่ออกมาในปี 1989 ถึงแม้จะมีตัวเรือนที่คล้ายกับ Cintrée แต่ Américaine จะมีกรอบที่โค้งมนและหนากว่า แต่เมื่อตระกูล Tank สืบเชื้อสายมาถึงช่วงใกล้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ดีไซน์ของ Tank ยุคใหม่เต็มไปด้วยความโมเดิร์น ประเดิมด้วย Tank Française ในปี 1996 ส่วนกรอบตัวเรือนเป็นมุมเหลี่ยม มาพร้อมกับ Chain-link bracelet ที่มีลักษณะเหมือนกับ Tank treads(ล้อรถถัง) ภายในเป็นระบบอัตโนมัติหรือระบบ Quartz จากนั้น ในปี 2004 สมาชิกใหม่อย่าง Tank Solo ได้ออกมาในดีไซน์ที่คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง Tank Louis Cartier แต่ Tank Solo ส่วนมากจะใช้ระบบ Quartz ในขณะที่ Louis Cartier ใช้เพียงกลไกไขลาน ถัดมาในปี 2012 Tank Anglaise ได้ออกมาเผยโฉมที่แตกแถวออกจากบรรดาบรรพบุรุษโดยสิ้นเชิง มีตัวเรือนหนาและกรอบโค้งมน แต่จุดเปลี่ยนที่สะดุดตาคือเม็ดมะยมฝังคริสตัลแซฟไฟร์ที่ถูกจัดวางให้อยู่ในกรอบของตัวเรือน และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในปี 2013 Tank MC ได้ออกมาพร้อมกับฝาหลังโปร่งใสโชว์ตัวเครื่องภายในและมียังมี Seconds sub-dial หรือหน้าปัดย่อยบอกวินาที ที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคอลเลคชั่น Tank ซึ่งชื่อรุ่น Tank MC มาจาก “Manufacture Cartier” ที่บ่งบอกถึงกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber 1904 ที่ผลิตโดย Cartier เอง


วิวัฒนาการ Cartier Tank Cintrée 1921 -------------------------------------------

Vintage Cartier Tank Cintrée 1920s

สืบเนื่องจากปี 1919 Louis มีความต้องการที่จะกระตุ้นยอดขายโดยการเพิ่มความหลากหลายให้กับ Cartier Tank จึงเป็นจุดกำเนิดของ Cartier Tank Cintrée ในปี 1921 ซึ่ง Cintrée เป็นรุ่นต่อมาจาก Tank Normale ที่เป็นรุ่นแรกเริ่มของ Cartier Tank จากชื่อ “Cintrée” ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายว่าความโค้งงอ ตามลักษณะของตัวเรือนที่มีความโค้งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองจากทางด้านข้างของนาฬิกา Cintrée ถูกปรับให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียวยาวกว่าตัวต้นแบบอย่าง Tank Normale เพื่อให้ตัวเรือนรับกับรูปข้อมือและสวมใส่สบายมากขึ้น มีขนาดอยู่ที่ 44.7x23 มม. และหนาเพียง 6.7 มม. ขนาดตัวเรือนอาจจะดูยาวเกินไปสำหรับบางท่าน กลไกภายใน Cintrée ใช้เป็นระบบไขลาน มีฟังก์ชันเข็มชั่วโมงและนาที ใช้สายหนังและ Deployment Clasp หรือเข็มขัดสายแบบบานพับที่ผลิตโดย Jaeger หลักชั่วโมงยังคงเป็นเลขโรมัน เม็ดมะยมยังคงเป็น Blue Sapphire Cabochon และมี ‘รางนาที’ Chemin de fer minutes ring ตามแบบฉบับ Cintrée ถูกผลิตออกมาในปริมาณที่น้อยไม่ต่างกับ Tank รุ่นแรก จึงกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาหายากในที่สุดของ Cartier

ภาพด้านข้างของ Tank Cintrée ที่ให้เห็นถึงความบางและความโค้งของตัวเรือน

1929 -------------------------------------------

Tank Cintrée Wristwatch Cartier London 1929

Tank Cintrée Wristwatch Cartier London 1929 มาในตัวเรือนจากทองคำ หน้าปัดขาว และจุดเปลี่ยนที่สะดุดตาคือการใช้หลักเลขอารบิกเคลือบเรืองแสงแทนหลักโรมันแบบรุ่นดั้งเดิม พร้อมกับเข็มชั่วโมงและนาทีแบบเจาะช่อง หรือ Skeleton-style hands ที่ถูกเคลือบสารเรืองแสงเช่นกัน และมีการใช้สีดำเน้นขอบรอบนอกของเข็มให้ดูชัดเจนเพื่อการอ่านเวลาที่สะดวกขึ้น เม็ดมะยมเป็น Blue Sapphire Cabochon เช่นเดียวกับรุ่นต้นกำเนิด ส่วนสายเป็นหนังและเข็มขัดสายแบบบานพับทำขึ้นจากทองคำและโรสโกลด์


1990 -------------------------------------------

Cartier Tank Cintrée Dual Time Ref. A106028

สิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนใน Tank Cintrée ของปี 1990 ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกแต่เป็นฟังก์ชันบอกเวลาได้สอง Time zone ใน Cartier Tank Cintrée Dual Time Ref. A106028 ตัวเรือนและเข็มขัดสายทำจากทองคำ 18k มีขนาด 46x23 มม. ภายในหน้าปัดแบ่งออกแบบสองส่วน Time zone แรกในครึ่งบนจะเป็นรูปแบบตาม Original Tank Cintrée ที่ใช้หลักโรมันทั้งหมด ส่วน Time zone ที่สองในครึ่งล่างใช้หลักโรมันเฉพาะตำแหน่ง 3 6 9 และ 12 นาฬิกา หลักชั่วโมงที่เหลือใช้เป็นหลักขีดสีดำแทน มีโลโก้ Cartier แบ่งเขตแดนระหว่างกลางสอง Time zone และมีเม็ดมะยม Blue sapphire สองเม็ดสำหรับทั้งสอง Time zone ใช้แยกกัน รูปทรงของเม็ดมะยมจะมีความเรียบแบนกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งเม็ดมะยมที่แบนลง อาจทำให้จับไม่ถนัดมือเวลาไขลานหรือหมุนเม็ดมะยมเพื่อปรับเวลาได้ยากขึ้น ส่วนกลไกภายในเป็นระบบไขลาน Caliber ETA 2412 สองเครื่อง มีทับทิมป้องกันการสึกหรอ 17 เม็ด สร้างความถี่อยู่ที่ 21,600 vph สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง


2004 -------------------------------------------

Yellow Gold Limited Edition Tank Cintrée (ซ้าย) / Platinum Limited Edition Tank Cintrée (ขวา)

ปี 2004 Cartier ก็ได้นำ Tank Cintrée กลับมาทำใหม่อีกครั้ง เป็น Cartier Tank Cintrée Limited edition ใน “Collection Privee Cartier Paris (CPCP)” ที่เปลี่ยนมาใช้หลักอารบิกแทน ผลิตมาทั้งหมดเพียง 200 เรือนเท่านั้น ประกอบด้วยตัวเรือนจากทองคำ 150 เรือนและตัวเรือนจากทองคำขาวอีก 50 เรือน นอกจากการใช้หลักอารบิก อีกหนึ่งส่วนที่ต่างออกไปจาก Tank Cintrée รุ่นแรกคือการใช้สายจากหนังจระเข้ ลักษณะที่เหลือ เช่น เข็มแบบ Breguet hands สีน้ำเงินและเม็ดมะยม Blue Sapphire Cabochon ยังคงถูกรักษาไว้แบบรุ่นดั้งเดิม ตัวเรือนขนาด 46x23 มม. กลไกภายในเป็นระบบไขลาน Caliber 9780MC ที่ผลิตโดย Frederique Piguet ประกอบด้วยทับทิมป้องกันการสึกหรอ 19 เม็ด มีฟังก์ชันเข็มชั่วโมงและนาที สร้างความถี่อยู่ที่ 21,600 vph สำรองพลังงานได้ 36 ชั่วโมง ดีไซน์ของ Tank Cintrée 2004 ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 1929 Cartier London Tank Cintrée ที่ใช้หลักอารบิกเคลือบสารเรืองแสงนั่นเอง


2017 -------------------------------------------

Cartier Tank Cintrée Skeleton Ref. WHTA0009 ตัวเรือน Platinum (ซ้าย) / Cartier Tank Cintrée Skeleton Ref. WHTA0008 ตัวเรือน Rose gold (ขวา)

Tank Cintrée ที่ออกมาในปี 2017 ได้ฉีกทุกกฏของ Cartier Tank Cintrée ที่สุดแสนจะคลาสสิกด้วย Cartier Tank Cintrée Skeleton ตัวเรือนขนาด 46.3x23 มม. หนา 7.96 มม. ทำขึ้นจาก Rose gold และ Platinum และมีตัวเรือนแบบ Skeletonized style ซึ่งถูกทำให้เหลือแค่โครงจนเห็นกลไกภายในทั้งหมดพร้อมฝาหลังคริสตัล Sapphire และ Cintrée Skeleton ได้สลัด Hour markers ไม่ว่าจะเป็นหลักโรมันหรืออารบิกทิ้งให้เหลือแต่เส้นบอกนาทีหรือ Minute Ring ซึ่งถูกประทับอยู่บน Bridge ของตัวเครื่องภายใน ซึ่งเป็นกลไกไขลาน Caliber 9917 MC ขนาด 33.75x19.60 มม. หนา 3.84 มม. ที่ผลิตโดย Cartier เอง มีฟังก์ชันเข็มชั่วโมงและนาที ตัวเครื่องมีความโค้งและถูกทำให้เป็น Skeletonized style ให้เข้ากับตัวเรือน เครื่องนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 142 ชิ้น มีทับทิมป้องกันการสึกหรอ 21 เม็ด สร้างความถี่อยู่ที่ 28,800 vph สำรองพลังงานได้มากถึง 60 ชั่วโมง แต่ไม่กันน้ำ Cartier Tank Cintrée Skeleton ทำขึ้นมาในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี Cartier Tank ตัวเรือน Rose gold มาในราคา $56,000 และตัวเรือน Platinum ในราคา $62,000


2018 -------------------------------------------

Ref. WGTA0026 (ซ้าย) / Ref. WGTA0025 (กลาง) / Ref. WGTA0027 (ขวา)

Cartier Tank Cintrée ในปี 2018 ถูกปรับให้ทันสมัยมากขึ้นและฉีกแนวไปจากปี 1921 ตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแบบฉบับ มีขนาดอยู่ที่ 46.3x23 มม. หนา 7.2 มม. มาในตัวเรือน 3 แบบ ประกอบด้วย โรสโกลด์ ทองคำขาว และทองคำ ฝาหลังมีการสลักโลโก้ Cartier และคุณสมบัติมาตราฐานของนาฬิกาสมัยใหม่อย่างเช่นความสามารถกันน้ำ, ชนิดของกลไกที่ใช้, ตัวเลขที่บ่งบอกว่านาฬิกาเรือนนั้นถูกผลิตขึ้นเป็นเรือนที่เท่าไหร่ในจำนวนทั้งหมด (ในรุ่น Limited edition) และคำว่า “Swiss made” หลักบนหน้าปัดเปลี่ยนจากเลขโรมันเป็นหลักอารบิกในสไตล์ Art Deco ที่แฝงไปด้วยความวินเทจ ซึ่งหลักอารบิกจะถูกใช้แค่ที่ตำแหน่ง 6 และ 12 นาฬิกา หลักชั่วโมงอื่นเป็นหลักขีดธรรมดา เมื่อสังเกตตำแหน่งใต้ 6 นาฬิกา จะมีคำว่า Swiss made ประทับอยู่ ซึ่งในรุ่นต้นแบบจะไม่มีคำนี้ ส่วนสายต่างจากรุ่นดั้งเดิมที่เป็นแบบเรียบ ในเวอร์ชันใหม่นี้ได้เปลี่ยนไปใช้สายหนังจระเข้ ซึ่งทั้ง 3 เรือนจะใช้สายสีต่างกัน นอกจากนี้ Cintrée ที่ทำขึ้นจากทั้งสามวัสดุจะมีบางองค์ประกอบ เช่น สีของหน้าปัด ลักษณะหลักชั่วโมง เข็ม และ เม็ดมะยม ที่ต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละรุ่นมีองค์ประกอบดังนี้


1.) Ref. WGTA0025 (Rose gold): ตัวเรือนจากโรสโกลด์ 18k หน้าปัดดำ เข็มทรง Sword-shaped สีโรสโกลด์ เม็ดมะยมเป็น Sapphire cabochon สีน้ำเงิน มีสายหนังจระเข้สี Semi-matt dark grey และหลักชั่วโมงเป็นแบบพิมพ์สีขาวสด


2.) Ref. WGTA0026 (Yellow gold): ตัวเรือนจากทองคำ 18k หน้าปัดสีทอง เข็มทรง Sword-shaped สีน้ำเงิน เม็ดมะยมเป็น Sapphire cabochon สีน้ำเงิน มีสายหนังจระเข้สี Semi-matte brown และหลักชั่วโมงเป็นแบบพิมพ์สีน้ำตาล


3.) Ref. WGTA0027 (Platinum): ตัวเรือนจากทองคำขาว หน้าปัดเทา เข็มทรง Sword-shaped สีดำ เม็ดมะยมเป็น Ruby cabochon หรือทับทิม ซึ่งต่างจากสีอื่นที่ใช้คริสตัลแซฟไฟร์สีน้ำเงิน มีสายหนังจระเข้สี Semi-matt grey และหลักชั่วโมงไม่ใช่แบบพิมพ์เหมือนรุ่นทองคำและโรสโกลด์ แต่เป็นหลักที่ทำขึ้นจากทองคำขาว ตัวเรือนทองคำขาวนี้ทำขึ้นมาเป็น Limited edition ในจำนวนจำกัด 100 เรือนเท่านั้น มีราคาอยู่ที่ประมาณ $23,500 ในขณะที่รุ่นโรสโกลด์และทองคำมีราคา $20,600


Caliber 8971 MC ที่ถูกใช้ใน Cintrée ปี 2018

กลไกภายในคือระบบไขลาน Caliber 8971 MC ขนาด 37 มม. มีรูปทรงคล้ายไข่ ความจริงแล้วเป็นกลไกที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Calibre 846 ของ Jaeger-LeCoultre ประกอบด้วยทับทิมป้องกันการสึกหรอ 18 เม็ด สร้างความถี่อยู่ที่ 21,600 vph สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง และเมื่อประกอบลงตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ที่ความลึกประมาณ 30 เมตร





ฝาหลังของ Cartier Tank Cintrée Ref. WGTA0027 ตัวเรือนทองคำขาว

ฉลองครบรอบ 100 ปี Cartier Tank Cintrée Limited Edition

2021 Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary Edition (Ref. WGTA0057)

ต่างจากเวอร์ชันปี 2018 ที่แตกแถวออกจากรุ่น Original ไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลักเลขอารบิก เข็มทรง Sword-shaped หรือว่าสายหนังจระเข้ แต่ Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary (Ref. WGTA0057) รุ่น Limited edition ที่ออกมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีแห่ง Cintrée ในปี 2021 ได้ทำให้เราได้หวนคืนสู่บรรยากาศเก่าๆในปี 1921 ด้วยดีไซน์ที่สืบทอดจาก Tank Cintrée รุ่น Original

Tank Cintrée 2021 เป็นตัวเรือนจากทองคำ 18k ขนาด 46.3x23 มม. หนา 6.4 มม. เป็นขนาดที่ยาวกว่าและบางกว่ารุ่นดั้งเดิมที่มีขนาด 44.7x23 มม. หนา 6.7 มม. หน้าปัดมีสี Parchment color เป็นเหมือนสีกระดาษหนังสือพิมเก่าๆที่ให้กลิ่นอายของความวินเทจ หน้าปัดมีผิวสัมผัสแบบ Grained surface หรือพื้นผิวสากคล้ายผิวกระดาษ จุดประสงค์ของการใช้พื้นผิวหน้าปัดแบบ Grained surface อาจจะเพื่อป้องกันไม่ให้สีหน้าปัดคล้ำลงเมื่อกาลเวลาผ่านไป อย่าง Cartier Tank Cintrée ใน 1921 ที่ถึงแม้จะมีสีหน้าปัดที่สว่างกว่า แต่สีก็ได้คล้ำลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากตัวเรือนไม่ได้ผ่านการเคลือบกันความชื้น หลักชั่วโมงเป็นเลขโรมันอักษรแบบ Serif Roman Numerals ซึ่งอักษรรูปแบบ Serif คือ ตัวอักษรแบบมีเชิงหรือขีดด้านบนและล่างของตัวอักษร ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงการย้อนยุคอีกเช่นกัน องค์ประกอบต่างๆที่ถูกพิมพ์ลงบนหน้าปัด เช่น หลักโรมัน จะมีความนูนกว่าและมันเงากว่าในรุ่นดั้งเดิม ส่วนเข็มชั่วโมงและนาทีเป็นทรง Breguet hands สีน้ำเงิน เม็ดมะยม Sapphire cabochon สีน้ำเงินและมีการใช้ Chemin de fer minutes ring ลายรางรถไฟตามแบบฉบับ

พื้นผิวหน้าปัดแบบ Grained Surface และหลักโรมันที่มีความนูนและมันเงา

สายข้อมือเป็นหนังลูกวัวสีน้ำตาลอ่อนกับหัวเข็มขัดสายแบบ Pin buckle ธรรมดาๆ ต่างจากรุ่นดั้งเดิมที่ใช้เข็มขัดสายแบบ Deployment Clasp หรือเข็มขัดสายแบบบานพับ ด้วยโครงสร้างอันเรียบง่ายและน้อยชิ้น Pin buckle จะน้ำหนักเบากว่า สวมใส่สบายและถอดออกได้ง่ายดาย แต่ Deployment Clasp มีตัวล็อคแบบบานพับที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการคลายสลักโดยไม่ได้ตั้งใจจนเกิดความเสียหาย นอกจากนี้เข็มขัดสายแบบบานพับยังช่วยยืดอายุและถนอมสายนาฬิกาข้อมือหนังไม่ให้เกิดความเสียหายต่างจากการใช้ Pin buckle ที่ทำให้สายหนังต้องรับแรงจากการดึงเวลาถอดเข้าออกโดยตรงจนอาจทำให้สายเกิดความเสียหายได้เมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า Pin buckle ทำให้เข็มขัดสายแบบบานพับนี้มีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อยและอาจจะทำให้สวมใส่ไม่สบายเท่าไหร่

ตัวอย่างหัวเข็มขัดสายแบบ Pin buckle (ซ้าย) / ตัวอย่างเข็มขัดสายแบบ Deployment Clasp (ขวา)

Tank Cintrée 2021 ใช้ระบบไขลาน Caliber 9780 MC ซึ่งความจริงแล้วคือ JLC Caliber 849 ของ Jaeger-LeCoultre ที่ถูกใช้ในนาฬิกาหลายรุ่นของ JLC เช่น Master Ultra-Thin Kingsman Knife watch ซึ่ง Caliber 9780 MC เป็นกลไกไขลานขนาดบางพิเศษเพียง 1.85 มม. ซึ่งเหมาะสมกับตัวเรือนที่บางของ Cintrée สร้างความถี่อยู่ที่ 21,600 vph สำรองพลังงานได้ 36 ชั่วโมง มีฟังก์ชันเข็มชั่วโมงและนาที แต่อีกคุณสมบัตินึงที่ขาดไปคือความสามารถกันน้ำ อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติของนาฬิกาที่ไม่ใช่ Sport watch Tank Cintrée 2021 จึงถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถกันน้ำได้ และCartier Tank Cintrée 100th Anniversary (Ref. WGTA0057) ถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน ราคาราวๆ $29,900 หรือ 895,000 บาท

JLC Caliber 849

ถ้าพูดการเปิดตัวของ Cartier Tank Cintrée รุ่นครบรอบร้อยปีนี้ เราคงจินตนาการกันไปไกลเลยว่างานเปิดตัวคงต้องยิ่งใหญ่อยู่พอสมควร แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น จนเราแปลกใจว่าทีม PR ของ Cartier คิดอะไรอยู่ Ref. WGTA0057 รุ่น Limited นี้เปิดตัวด้วย “ความเงียบสงัด” ไร้การโฆษณาผ่านสื่อหลักหรือสื่อออนไลน์ ไร้เงา Ambassador ชื่อดังระดับโลกมาช่วยโปรโมท แต่ Cartier แค่ส่งนาฬิกา Tank Cintrée ตัวใหม่นี้ไปยังเหล่าลูกค้าผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์และแน่นอนว่าพวกเขาไม่รอช้าที่จะทำการป่าวประกาศให้คนทั้งโซเชียลมีเดียได้รับรู้ รวมถึงแฟนตัวยงอย่าง Eric Ku ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Vintage Rolex Forum และตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาใน 10PastTen.com เขาได้โพสต์ภาพ Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary (Ref. WGTA0057) ใน Instagram ส่วนตัว พร้อมแคปชั่น “New year, old watch. Happy 100 to the Cartier Cintrée” จากนั้น Cintrée 2021 ก็กลายของขวัญปีใหม่ที่โด่งดังไปทั่วโลก การประชาสัมพันธ์อันเงียบงันนี้เป็นตัวพิสูจน์ว่า “The ultimate luxury is silence” ความหรูหราขั้นสุดคือความเงียบ หรือถ้าตามเทียบเคียงกับ Quote จากหนังดัง Secret life of Walter Mitty ก็คงเป็น ‘...Beautiful things don’t ask for Attention…’ ‘ความงามที่แท้จริงไม่เรียกร้องความสนใจ’


Cartier ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดนี้ แต่ก่อนหน้านี้ Bottega Veneta ก็ได้ใช้เคล็ดลับนี้เช่นกัน ในช่วงต้นเดือนมกรา 2021 ที่ผ่านมานี้ จู่ๆ Bottega Veneta ก็ได้ทำการลบสื่อออนไลน์ทุกช่องทางของแบรนด์ ทั้ง Facebook, Instagram และ Twitter จนสาวกแฟชั่นทั่วโลกต่างพากันตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บางกลุ่มก็สันนิษฐานกันว่า Bottega ได้ทำการตลาดเพื่อปูทางให้กับคอลเลคชั่น Spring/Summer 2021 ที่จะถึงนี้ หรือทางแบรนด์ต้องการจะรื้อ Brand image โดยการปรับภาพลักษณ์ของเนื้อหาที่ใช้โปรโมทสินค้าทางออนไลน์ให้มีรูปแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งการใช้ความเงียบเข้าสู้นี้ ได้ผลพอสมควรจนทำให้เป็นที่ถูกกล่าวถึงกันทั่วโลกเพียงชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เช่นนี้อาจไม่ได้ผลเสมอไป

ภาพ Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary (Ref. WGTA0057) จาก Instagram ของ Eric Ku

หากเทียบ Cartier Tank Cintrée 2021 กับรุ่นก่อนหน้าที่ออกมาในปี 2018 คงไม่ต่างกันมาก ขนาดของสองรุ่นนี้อยู่ที่ 46.3x23 มม. เท่ากัน แต่รุ่น 2021 หนาเพียง 6.4 มม. ซึ่งบางกว่ารุ่น 2018 ที่หนา 7.6 มม. Railway Minute Ring ของปี 2021 กว้างกว่าของปี 2018 และตัวเม็ดมะยมมีความแหลมมากกว่ารุ่นปี 2018 อย่างเห็นได้ชัด

จากภาพด้านหน้าของ Cartier Tank Cintrée 2021(ซ้าย) และ Cartier Tank Cintrée 2018 (ขวา) จะสังเกตเห็นความกว้างของ Railway Minute Ring ที่ต่างกันและรูปทรงเม็ดมะยมที่แหลมกว่าของ Cintrée 2021
Cintrée 2021 หนา 6.4 มม. (ซ้าย) / Cintrée 2018 หนา 7.6 มม. (ขวา)

พี่น้องตระกูล Tank Cintrée นอกจาก Tank Cintrée ที่ถือกำเนิดในปี 1921 ซึ่งเป็นสมาชิกอันดับต้นๆของตระกูล Cartier Tank ยังมี Tank อีกหลายรุ่นที่ออกมาให้เราได้ชมกันถึงปัจจุบันนี้ วันนี้เราจึงจะพาท่านไปเที่ยวรอบโลกโดยการทำความรู้จักกับพี่น้องตระกูล Cartier Tank ที่ตั้งชื่อรุ่นตามสัญชาติต่างๆในภาษาฝรั่งเศส เช่น Tank Américaine (อเมริกัน) และ Tank Anglaise (อังกฤษ)


Cartier Tank Américaine

Tank Américaine ในตัวเรือน Stainless steel

เมื่อกาลเวลาล่วงเลย เทรนด์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ผู้คนพากันนิยมนาฬิกาที่หนาและสปอร์ตมากขึ้น Cartier จึงออก Tank Américaine ในปี 1989 ที่พัฒนาขึ้นจาก Tank Cintrée ซึ่ง Tank Américaine จะมีดีไซน์ที่หนากว่าและกรอบตัวเรือนมีความโค้งมนกว่า Tank Américaine เป็นนาฬิการูปแบบ Unisex ที่กันน้ำได้อีกด้วย ในเวอร์ชันแรกๆ ทำขึ้นจากโลหะมีค่าเท่านั้น เช่น ทอง 18 กะรัต หรืออาจจะทำด้วยแพลตินั่ม


ภายหลัง Tank Américaine ได้ทำออกมาในเวอร์ชัน Stainless Steel เช่นกัน ซึ่งเป็นรุ่นฉลองครบรอบ 100 ปี ในขณะที่เม็ดมะยมของ Cintrée ทำจาก Blue Sapphire Cabochon ที่มีรูปทรงเป็นโดมโค้งมน เม็ดมะยอมของ Tank Américaine ทำจาก Synthetic Blue Spinel หรือพลอยสปิเนลสังเคราะห์ที่มีรูปทรงแปดเหลี่ยม นอกจากนี้ยังมี Tank Américaine อีกหลายเวอร์ชันทั้งแบบประดับเพชร มีฟังก์ชันบอกวันที่และรุ่นฟังก์ชันจับเวลาที่มาในทั้งสายหนังและสายโลหะ แต่ไม่ว่าตัวเรือนจะทำจากวัสดุใดหรือแตกต่างกันแค่ไหน องค์ประกอบที่ Tank Américaine ทุกรุ่นมีเหมือนกันคือเข็มทรงดาบสีน้ำเงิน (Blue sword-shaped) และหลักเลขโรมัน

Yellow Gold Cartier Tank Américaine พร้อมฟังก์ชันบอกวันที่
Yellow Gold Cartier Tank Américaine Chronograph

Cartier Tank Anglaise

Cartier Tank Anglaise Large Rose Gold (W5310003)

Cartier Tank Anglaise น้องสาวคนเล็กแห่งครอบครัว Cartier Tank เปิดตัวในปี 2012 มาในดีไซน์ที่ฉีกแนวจากต้นตระกูลอย่างมาก ด้วยตัวเรือนที่โค้งงอนของ Anglaise ทำให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือลักษณะของเม็ดมะยมทรง 9 เหลี่ยมที่มีกรอบรูปทรงเดียวกันปิดล้อมรอบ หากมองจากด้านหน้าของหน้าปัด เม็ดมะยมเหมือนถูกซ้อนอยู่ในกรงจนมองไม่ค่อยเห็น ซึ่งเม็ดมะยม กรอบตัวเรือนและสายนาฬิกาแบบ Integrated จะดูเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้นาฬิกาดูอ่อนช้อยมากขึ้น

Table-cut Sapphire crown ทรง 9 เหลี่ยมพร้อมฐานที่อยู่ใต้กรอบตัวเรือน (ซ้าย) / ภาพหน้าตรง Ref. W5310003 (ขวา)

ส่วนเม็ดมะยมทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ที่ถูกเจียระไนแบบ Table-cut ซึ่งเป็นเทคนิคการเจียระไนแบบโบราณที่ทำให้ด้านหน้าอัญมณีมีหน้าเรียบเหมือนโต๊ะ ซึ่งการใช้ Table-Cut Stone เช่นนี้ ขัดกับประเพณีนิยมของ Cartier ที่มักจะใช้เม็ดมะยม Sapphire Cabochon หรือทรงโดม เราสันนิษฐานว่า Cartier เลือกใช้เทคนิคการเจียระไนคริสตัลแซฟไฟร์บนเม็ดมะยมแบบ Table-Cut เพราะต้องการให้เม็ดมะยมมีหน้าเรียบและไม่มีส่วนเกินออกมาจากกรอบนาฬิกามากเกินไปเพื่อให้ทุกองค์ประกอบดูไหลลื่น


ระบบกลไกภายใน Tank Anglaise จะมีทั้งระบบอัตโนมัติและระบบ Quartz ซึ่งใน Cartier Tank Anglaise Large Rose Gold (Ref.W5310003) ที่เรายกตัวอย่างมาให้ ใช้ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ กันน้ำได้ที่ระดับความลึก 30 เมตร มีฟังก์ชันเข็มวินาทีเพิ่มเข้ามาและยังมีฟังก์ชันบอกวันที่อีกด้วย ตัวเรือน Tank Anglaise Large มีขนาด 39.2 x 29.8 มม. และหนาถึง 9.5 มม. ซึ่งหนากว่ารุ่นต้นตระกูลอย่าง Tank Cintrée อยู่มาก

ลักษณะเข็มเป็นทรงดาบ (Sword-shaped) สีน้ำเงิน มีหน้าปัดลาย Flinqué (ฟลาคเค) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งดีไซน์ของลวดลาย Guilloché (กิโยเช) หรือการแกะสลักให้เกิดลวดลายบนชิ้นส่วนต่างๆของนาฬิกา เมื่อมองใกล้ๆจะมีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้ซ้อนกันและมักจะถูกเคลือบด้วยสารเคลือบหรือแลกเกอร์ ซึ่งหน้าปัดของ Ref.W5310003 ก็ถูกเคลือบแลกเกอร์เช่นกัน สิ่งที่สืบทอดจาก Tank Cintrée มีเพียงหลักโรมันและ Minute Ring ลายรางรถไฟ แต่เป็นในรูปแบบกรอบสี่เหลี่ยม

Silver Flinqué Dial

-----------


Cartier Tank Cintrée ได้เดินทางมาไกลถึงร้อยปี ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ใครจะไปเชื่อว่านาฬิกาที่เรียบหรูดูสง่านี้จะมีแรงบันดาลใจมาจากรูปลักษณ์ของอาวุธสงคราม แต่ละรุ่นยังคงรักษาความเป็น Tank (รถถัง) ตามแบบฉบับที่ Louise Cartier ได้ริเริ่มไว้ ซึ่ง Cartier Tank Cintrée 100th Anniversary (Ref. WGTA0057) รุ่นครบรอบ 1 ศตวรรษที่ออกมาในปี 2021 นี้ได้พาเราหวนคืนสู่จุดกำเนิด Cartier Tank Cintrée 1921 แต่ถึงแม้ในอีก 10 หรือ 100 ปีข้างหน้าเราคาดว่าตระกูล Cartier Tank คงมีรุ่นลูกหลานมาให้เราเชยชมพร้อมกับฟังก์ชันที่แปลกใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร รุ่นต้นกำเนิด 1921 ก็ยังจะเป็นรุ่นในตำนานที่นักสะสมทั่วโลกต้องเสาะหากันตลอดไป





อ้างอิงจาก


https://timeandtidewatches.com/everything-need-know-cartier-tank/

https://www.esquire.com/uk/watches/a33818670/cartier-tank-history/

https://watchesbysjx.com/2021/01/cartier-tank-cintree-100th-anniversary-review.html

https://thestandard.co/cartier-100th-anniversary-tank-cintree-limited-edition-introducing/

https://www.hodinkee.com/articles/cartier-tank-cintree-hands-on

https://www.blackbird