top of page

เจาะลึกประวัติ Patek Philippe Aquanaut



Patek Philippe Aquanaut นาฬิกาที่ถูกขนานนามว่าเป็นทายาทรุ่นต่อมาผู้สืบทอดความงดงามล้ำค่าจากนาฬิการุ่นดังในตำนานอย่าง Nautilus ด้วยอิทธิพลทางด้านดีไซน์ที่ Aquanaut ได้รับมาจาก Nautilus ทั้งสองพี่น้องจึงมีความแตกต่างกันไม่มากนัก แต่ Aquanaut เป็นเหมือนตัวตายตัวแทนที่สามารถเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า (ถึงแม้ราคาปัจจุบันจะมีค่า Premium เกือบ 1 เท่าตัว) วันนี้ลัดดาจะเล่าถึงความเป็นมา ความแตกต่างระหว่าง Aquanaut และ Nautilus และได้ทำความรู้จักกับ Aquanaut รุ่นแรกถึงรุ่นล่าสุดอีกด้วย


DOT-COM BOOM: จุดกำเนิด Aquanaut

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับนิยามของคำว่า DOT-COM BOOM กันเลยดีกว่า ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม (DOT-COM BOOM หรือ IT bubble) นี่เกิดมาจากการเก็งกำไรอันเกินจริงของตลาดหลักทรัพย์ภาคเทคโนโลยีในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี สิ่งนี้เกิดเมื่อราว ๆ ปี 1995 ถึง 2000 แต่เรามาย้อนเวลากลับไปยังปี 1993 ยุคที่อินเตอร์เน็ตบราวเซอร์ อย่าง Netscape ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายในโลกเทคโนโลยีนั้นพัฒนารวดเร็วราวกับจรวด เป็นเหตุให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย


คอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในช่วงเวลานั้น อัตราการครอบครองคอมพิวเตอร์ ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% รวมทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศพัฒนาแล้ว ก็เพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 31% ส่งผลให้ธุรกิจออนไลน์ก็ได้เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก มีการก่อตั้งธุรกิจที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากโลกออนไลน์เป็นช่องทางทำตลาดช่องทางใหม่ ที่ช่วยทำเงินได้อย่างง่ายดายและมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมอีกด้วย บริษัทเหล่านั้นมักจะถูกเรียกว่า “บริษัทดอตคอม” เพราะ คำว่า “.com” ปิดท้าย


และเมื่อคนเห็นว่าราคาหุ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายต่อหลายบริษัทต่างก็หันมาเติมคำว่า “e-” (Electronic) นำหน้าชื่อ หรือ เติม “.com” ท้ายชื่อที่ทำให้ดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี มีนักเขียนรายหนึ่งนิยามการลงทุนชนิดนี้ว่า “การลงทุนคำเสริม” (prefix investing) เนื่องจากเป็นการเติมคำลงไปเสริมในชื่อของบริษัท เพื่อให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเป็นพิเศษ


และแน่นอนว่าการมีเบราว์เซอร์ก็ทำให้การลงทุนซื้อขายทำได้ง่ายมากขึ้นผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งสิ่งนี้มีผลกับการเติบโตในตลาดหุ้นเช่นกัน ย้อนกลับไปในเวลา 10 ปี ก่อนเกิดเว็บเบราว์เซอร์นั้น มีบริษัททำ IPO ใน Nasdaq จำนวน 1,991 ราย แต่หลังจากที่มีเว็บเบราว์เซอร์ ตั้งแต่ปี 1993 - 2000 มีบริษัท IPO สูงถึง 2,678 ราย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตได้อย่างดีเยี่ยม แต่แล้วสิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังที่สูงของนักลงทุน ผู้คนแห่กันลงทุนในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีหรือบริษัทที่ลงท้ายด้วย “.com” จนเกิดเป็นภาวะการเก็งกำไรขึ้น ช่วงนั้นราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นอย่างแรง เคยมีดัชนี Nasdaq ทำจุดสูงสุดที่ 5,048 จุด หมายความว่า ใน 5 ปี ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 578% หรือเฉลี่ย 47% ต่อปีเลยทีเดียว

NASDAQ Composite ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 5,048 จุดปี 2000

จากที่ได้กล่าวมาคร่าวๆแล้ว เราก็พอจะทราบว่า เหตุการณ์ “DOT-COM BOOM” เป็นยุคที่ผู้คนทำเงินโดยอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้หันหน้ามาลงทุนทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เนื่องจากความง่ายดายที่จะหารายได้ในเพียงระยะเวลาอันสั้น การมีคอมพิวเตอร์ซักเครื่องในห้องนอน อาจทำรายได้ได้เป็นล้านภายในระยะเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่วินาที และพวกเขาจึงไม่รีรอเลยที่จะใช้มันไปกับการปรนเปรอตนเองด้วยของมีราคา สิ่งนี้ทำให้หลายแบรนด์หันหน้ามาคิดค้นสินค้าใหม่ๆเพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ เศรษฐีหน้าใหม่อายุน้อยกลุ่มนี้ไม่ใช่เหล่านักธุรกิจที่ดูภูมิฐานใส่สูทใส่ทักซิโด้ไปออกงานแบบทางการหรือใช้จ่ายไปกับสินค้าราคาสูงขนาดนั้น แต่พวกเขาต้องการเพียงความกลิ่นอายแห่งหรูหราที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ แบรนด์เหล่านั้นจึงได้ดีไซน์สินค้าที่สื่อให้เห็นถึง “Casual Luxury” ความหรูหราที่เรียบง่ายเพื่อดึงดูดสายตาของลูกค้ากลุ่มใหม่


Patek Philippe ก็เป็นอีกแบรนด์ที่อยากจะคว้าโอกาสนี้เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มใหม่เช่นกัน ทางแบรนด์จึงได้รังสรรค์นาฬิกาสปอร์ตรุ่นใหม่ซึ่งทำจาก Steel หรือเหล็กกล้า ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ทางแบรนด์ได้ออกนาฬิกาจากSteelมาให้เราได้ยลโฉมกัน


The New Nautilus: ทายาทแห่ง Nautilus

หากย้อนเวลากลับไปยังปี 1976 ผู้รักนาฬิกาหลายท่านคงทราบกันดีว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ทาง Patek Philippe ได้เปิดตัวนาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 20 Nautilus Ref. 5711 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ผลิตจาก Steel ล้วนออกมาเป็นครั้งแรกและเป็นนาฬิการุ่นที่กู้ชีพให้กับทางแบรนด์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ Quartz Crisis ที่นาฬิกาสวิสหลากหลายแบรนด์ต่างพากันล้มไม่เป็นท่า แน่นอนว่านับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ Nautilus ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่อย่างไม่ขาดสาย


อย่างไรก็ตาม Patek Philippe ก็ยังคงต้องการกลิ่นอายของความแปลกใหม่และทันสมัยมากขึ้นเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักนาฬิกาข้อมือบ้าง ทางแบรนด์จึงได้ออกแบบนาฬิการุ่นใหม่ที่สื่อถึงแนวคิด “Casual Luxury” แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะรักษาความไร้ที่ติของนาฬิกาสปอร์ตสุดหรู คำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโจทย์นี้คือ Aquanaut ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชาย Nautilus ที่เป็นหัวใจของทางแบรนด์นั่นเอง Aquanaut ได้นำเสนอ Nautilus ในรูปแบบที่ดูโมเดิร์นมากขึ้น ในปี 1997 Patek ได้เผยโฉม Aquanaut ออกมาสองรุ่น คือ 5060A ทำจาก Stainless teel และ และ 5060J ที่ทำจาก 18k Yellow gold ทั้งสองรุ่นมีหน้าปัดขนาด 36 มิลลิเมตร หน้าปัดของ Aquanaut จะมาในรูปแบบกรอบโค้งมนทรงแปดเหลี่ยม


ข้อแตกต่างระหว่าง Aquanaut และ Nautilus สิ่งแรก คือการใช้สายรัดข้อมือที่วัสดุต่างกัน ในขณะที่สายของ Nautilus เป็น Steel แต่ Aquanaut เป็นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe ที่ใช้ Rubber strap ซึ่งก็คือสายข้อมือแบบยาง ที่ทางแบรนด์ตั้งชื่อให้ว่า “Tropical” หลายคนอาจจะมองว่าการหันมาใช้สายยางเป็นการ downgrade หรือลดภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราและภูมิฐานของ Patek Philippe ที่มีมาอย่างยาวนาน แต่นี่ก็เป็นสิ่งนึงที่ต้องยอมแลกเพื่อให้ได้การเข้าถึงกับลูกค้ากลุ่มคนอายุน้อยและอาจเป็นอีกวิธีที่ทางแบรนด์สามารถลดต้นทุนเพื่อขายนาฬิกาที่มีราคาย่อมเยามากขึ้น เหมาะกับผู้ชื่นชอบนาฬิกาวัยเยาว์ นอกจากนี้สายยางที่ได้ถูกนำมาใช้แทนที่สายเหล็กแบบดั่งเดิมก็ยังมีข้อดีอีกด้วย เราจะนำไปพูดถึงกันในหัวข้อถัดไป


จุดที่สองที่ต่างกัน เราสามารถสังเกตได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เรามองตรง Dial(หน้าปัด) ของทั้งสองรุ่น หน้าปัดของ Nautilus จะเป็นลายลูกฟูก เรียงเป็นเส้นแนวนอน ส่วนทาง Aquanaut หน้าปัดจะถูกตกแต่งด้วยลาย Central Raised Guilloche Motif แบบตาราง หากสังเกตด้วยจินตนาการ เราคงอดนึกถึงลายบนช็อกโกแลตแผ่นไม่ได้ หน้าปัด Aquanaut เลยมีชื่อเล่นว่า “Chocolate Bar” และลวดลายนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลคชั่น Aquanaut


ข้อแตกต่างจุดถัดไปคือ Integrated Bracelet รุ่นพี่อย่าง Nautilus ใช้เป็น Integrated Bracelet กล่าวคือ สายนาฬิกาข้อมือที่ได้ถูกออกแบบมาให้ต่อจากตัวเรือน อย่างที่เราสามารถสังเกตเห็นได้จากภาพด้านล่างซ้าย Nautilus ถูกออกแบบมาให้สายมีลายต่อจากตัวเรือนที่สื่อถึง “Continuity” หรือความต่อเนื่องจนราวกับว่ามันผสานเนื้อเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การต่อกันของส่วนประกอบสองส่วนอย่างแนบเนียนและนี่ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่สำคัญของ Nautilus คราวนี้เรามาดูภาพทางด้านขวาล่าง แล้วสังเกตตรงพื้นที่ระหว่างสายและตัวเรือนของ Aquanaut เราจะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่าง Lugs (ขา) และตัวเรือน จุดนี้แสดงให้เห็นว่าAquanaut ไม่ใช้ integrated bracelet อย่างไรก็ตาม Aquanaut ก็ได้ทำพื้นผิวหรือลายบนสายรัดข้อมือยางสะท้อนให้เห็นถึงแพทเทิร์นบนหน้าปัดของนาฬิกา ให้มีลายเดียวกันเพื่อสื่อถึงการเชื่อมต่อเนื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสาย Integrated bracelet

ซ้าย - Patek Philippe Nautilus / ขวา - Patek Philippe Aquanaut

และอีกหนึ่งข้อแตกต่างคือ น้องชายอย่าง Aquanaut จะไม่มีส่วน “ears” ที่ยื่นออกมาจากด้านข้างทั้งสองเหมือนกับ Nautilus และดูโค้งมนมากกว่า ถึงแม้ Patek Philippe จะเป็นแบรนด์ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางเทือกเขา Swiss Alps แต่ทางแบรนด์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความหลงไหลที่มีต่อท้องทะเลมากอยู่ไม่น้อย ผ่านทางนาฬิกาอย่าง Nautilus และ Aquanaut ซึ่งส่วนกรอบของ Nautilus ที่ถูกออกแบบโดย Gerald Genta นักออกแบบนาฬิกาชื่อดัง ภายใต้แนวคิด “Twenty thousand leagues under the seas” และได้รับแรงบรรดาลใจจาก Marine Porthole (หน้าต่างเรือดำน้ำ) เป็นเหตุให้กรอบของตัวเรือน Nautilus มีหูแบบหน้าต่างเรือดำน้ำนั้นเอง จุดถัดมาที่แตกต่างกันระหว่างนาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้คือตำแหน่งของ Date window (ช่องบอกวันที่) ถูกจัดวางไว้ตรงตำแหน่งเลขสามของหน้าปัด ซึ่งทำให้เลขสามถูกกำจัดออกในทั้งสองรุ่น แต่ Aquanaut ได้มีการเลื่อน Date window เข้าไปยังจุดศูนย์กลางของหน้าปัดเล็กน้อย จึงมีพื้นที่สำหรับใส่ Hour marker (ขีดบอกเวลา) ไปยังด้านข้างของช่องบอกวัน ต่างกับ Nautilus ที่มีเพียงแค่ Date Window


Aquanaut ยังมีจุดเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่ค่อยๆถูกเพิ่มเติมเข้ามาตลอดระยะเวลา 20 ปีนับตั้งแต่ซีรี่แรกจนถึงซีรี่ล่าสุด ซึ่งเราจะมาท่องเวลาเพื่อชมวิวัฒนาการของ Aquanaut ไปด้วยกันในบทความนี้

เอกลักษณ์แห่งความสปอร์ตหรูของ Aquanaut

นอกจากลวดลายตารางของหน้าปัด ก็มีอีกเอกลักษณ์สำคัญอย่างที่เราได้เกริ่นกันไปก่อนหน้านี้แล้วว่า Aquanaut เป็นนาฬิการุ่นแรกของ Patek ที่ได้หันมาใช้สายข้อมือทำด้วยยางเป็นครั้งแรก ซึ่งถูกขนานนามว่าสายนาฬิกา “Tropical” ด้วยความเป็นสายยาง แน่นอนว่ามันจะทำให้ผู้สวมใส่สบายกระชับรอบข้อมือ แต่สาย Tropical นี้ไม่ทำมาจากยางดิบ 100% แต่รังสรรค์ขึ้นจากส่วนผสมกว่า 20 ชนิด โดยมุ่งเน้นไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สายนี้ยังได้ผ่านการทดสอบจาก US Food and Drug Administration (องค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) อีกด้วย และแน่นอนว่าคุณสมบัติที่ดีของ Sport watch ก็คือความแข็งแรงทนทาน อย่างที่เราได้ทราบกันตั้งแต่ตอนต้นของบทความแล้วว่าลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ทาง Patek Philippe ต้องการจะเข้าถึงด้วยนาฬิการุ่นนี้คือกลุ่มคนอายุน้อย โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างเต็มไปด้วยความสนุกสนานและการผจญภัย ทางแบรนด์จึงได้เลือกที่จะใช้สายรัดข้อมือแบบยางแทน สายยางของ Aquanaut นั้นทนทานได้ต่อสามสิ่งเหล่านี้ คือ 1) น้ำทะเล 2) รังสียูวี และ 3) แบคทีเรีย ทั้งฝาหลังที่แข็งแรงและเม็ดมะยมของ Aquanaut เป็นแบบขันเกลียว เพื่อเป็นตัวป้องกันชั้นเยี่ยมที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้สามารถกันน้ำได้ลึกมากถึง 120เมตร ผู้สวมใส่สามารถดำดิ่งลึกลงไปในท้องทะเลหรือว่ายน้ำในสระไปพร้อมกับนาฬิการุ่นนี้ และความทนทานต่อสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เป็นที่มาของชื่อ “Tropical” เพราะมันช่างแข็งแรงและเหมาะแก่การพักร้อนในวันหยุดบนชายหาดหรือการผจญภัยเป็นอย่างยิ่ง


ท่องเวลาไปกับ Aquanaut

----- 1996 ------------------------------------------

5060J Nautilus ในร่าง Aquanaut

ต้นกำเนิดของ Aquanaut ได้เริ่มขึ้นในปี 1996 รุ่นแรกที่ได้ออกมาเผยโฉมคือ Patek Philippe Ref. 5060J Ref. 5060J เป็นเหมือนกับหนูทดลองที่ Patek ได้ทำออกมาให้มีสายจากวัสดุชนิดอื่นนอกจากสายเหล็กแบบที่เคยทำมา แต่ทางแบรนด์ยังคงมีความลังเลระหว่างการรักษาภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรากับการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ เพราะกลัวว่านาฬิกาของตนจะดูมีมูลค่าลดลง จึงได้ลองใช้สายหนังมาแทนที่ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้สายหนังและหลักโรมัน และอีกหนึ่งลักษณะเด่นของรุ่นนี้คือหน้าปัดเรียบเคลืบเงา ที่เราไม่สามารถเห็นได้บ่อยนักในคอลเลคชั่น Aquanaut


นาฬิการุ่นนี้เป็นรุ่นหนึ่งที่เป็นตัวเจ้าปัญหาที่ทำให้ทุกคนสับสนของคอลเลคชั่น Aquanaut เพราะควรจะเป็นรุ่นต้นกำเนิดของ Aquanaut แต่กลับถูกจัดอยู่ในตระกูล Nautilus Ref. 5060S ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Nautilus Ref. 3800/1JA ที่มีตัวเรือนทำด้วย Yellow Gold ในรหัส J


อย่างไรก็ตาม เราต่างเห็นชัดว่า Nautilus 5060S ต้องเป็นนาฬิการุ่นบรรพบุรุษของ Aquanaut แต่ในจุด ๆ นึง Patek ได้แอบย้ายนาฬิการุ่นนี้ไปยังคอลเลคชั่น Aquanaut ร่วมถึงเปลี่ยนชื่อเป็น Aquanaut 5060J และ Nautilus 5060S ถูกกล่าวถึงในหนังสือชีวประวัติที่ได้รับรองของ Patek Philippe โดย Nick Foulkes แต่อยู่ภายใต้ชื่อ Nautilus 5060SJ ที่ถูกระบุว่าได้เปิดตัวในปี 1996 และ 5060SJ ที่ได้ถูกเปลี่ยนเป็น 5060J และถูกตั้งชื่อว่า “Aquanaut” และนี่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนให้เราได้เห็นว่า Aquanaut และ Nautilus นั้นมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก


Ref. 5060J มีหน้าปัดขนาด 35mm และตัวเครื่อง Caliber 330 S C ตัวเครื่องสีทองอร่าม สายหนังดำ หน้าปัดดำเรียบและหลักเวลาโรมัน แต่เราอยากให้ท่านลองสังเกตตรงตำแหน่งสี่นาฬิกา คงจะทราบว่ามีอะไรแปลกไปแน่ๆ ซึ่งนั่นก็คือตัวเลขสี่โรมันที่ผิดเพี้ยนไป เลขสี่แบบโรมันที่ถูกต้องเป็น IV แต่หลักโรมันที่ถูกประทับลงไปบนหน้าปัดของ Ref. 5060J คือ IIII นี่อาจเป็นเรื่องที่น่าตลกและน่าอับอายที่ผู้ผลิตนาฬิกาชื่อดังระดับโลก


อย่าง Patek จะทำเรื่องผิดพลาดโชว์หลาบนหน้าปัดได้ถึงขนาดนี้ แต่ทาง Patek ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อไม่ให้สับสนกับเลข 6 หรือ VI จึงใช้เป็น IIII แทน อย่างไรก็ตาม นาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ดี


5060J ได้ทำออกมาสองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือแบบหน้าปัดดำเคลือบแลกเกอร์ ที่ไม่มีการใช้ลวดลายนูนตรงกลางแบบ Guilloche motif เลขโรมันแบบเรืองแสงบนหลักบอกเวลาและเข็มนาฬิกาทรงใบไม้ทำด้วยทอง 18k เช่นเดียวกับตัวเรือน และยังมีอีกเวอร์ชั่นที่เป็นหน้าปัดเงินหรือขาวที่ใช้ Hour Marker ทองหลักขีด แต่เข็มจะเป็นทรงตอปิโด แบบที่ใช้ใน Nautilus ราวกับว่า Patek ยังหาที่ยืนให้ Aquanaut รุ่นแรกในแบบทียังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก

Ref. 5060J หน้าปัดเรียบสีขาวและสายหนังน้ำตาล

----- 1997 ------------------------------------------

Aquanaut Ref. 5060A

ในปีถัดมา Patek ออก Ref. 5060A เป็นรุ่นที่ทางแบรนด์ได้กล้าที่จะหยิบสายยางมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งรุ่นนี้มีหน้าปัดขนาด 35.6mm ขนาดใหญ่กว่า Ref. 5060J ของปีก่อนหน้าอยู่เล็กน้อย


เรือนนาฬิการุ่นนี้ได้ถูกขัดตกแต่งแบบ satin-brushed ที่ดูนุ่มลื่นราวกับผ้าซาติน หากเราพูดถึง Watch finishes หรือการขัดตกแต่งนาฬิกานั้นจะมีอยู่หลากหลายรูปแบบ แต่การขัดแบบ satin brush ซึ่งจะดูด้าน ไม่เงาแต่จะช่วยให้ส่วนเหล็กที่ถูกขัดเป็นรอยได้ยากกว่าการใช้เทคนิคการขัดแบบ Polished watch finishes ที่ถึงจะทำให้นาฬิกาดูเงาวับราวกับกระจกแต่อาจจะเป็นรอยง่ายกว่า ซึ่ง Satin-brushed case นั้นเหมาะกับนาฬิกาสปอร์ตสำหรับผู้สวมใส่ขาลุย และ Satin-brushed case ของ Aquanaut ก็เป็นหนึ่งในลักษณะที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นพี่อย่าง Nautilus แต่จะให้ความรู้สึกร่วมสมัยมากกว่า มากไปกว่านั้น ฝาหลังทึบที่แข็งแรงและเม็ดมะยมแบบขันเกลียวได้ถูกไขสกรูลงไป และเป็นตัวที่ทำให้มั่นใจว่านาฬิกาจะสามารถกันน้ำลึกได้ถึง 120 เมตร


Ref. 5060A มาในสีดำที่มีหน้าปัดลวดลายแบบ Guilloché motif ตรงกลางหน้าปัด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับช็อกโกแลตบาร์ และยังมีการใช้ตัวเลขอารบิกแบบโมเดิร์นที่มาในสีขาวเป็น Hour marker เข็มสีชั่วโมงและนาทีถูกทำขึ้นจากทองคำขาวและเคลือบแบบเรืองแสงเพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการอ่านเวลาได้อย่างง่ายดายในที่แสงน้อย เช่นเดียวกับ Minute markers บน Peripheral chapter ring


Aquanaut นี้ใช้เข็มขัดสายแบบ Folding Clasp (แบบบานพับ) เป็นตัวปิดสายรัดข้อมือและยังมีการสลักลาย Calatrava ตามแบบเฉพาะของทางแบรนด์ อย่างที่เห็นตามภาพด้านล่าง

Folding Clasp สลักลายของ Ref. 5060A

กลไกภายในคือ Self-winding Caliber 330 SC มีความหนา (เฉพาะเครื่อง) อยู่ที่ 3.5mm ใช้จักรกลอก Gyromax สิทธิบัตรเฉพาะของ Patek Philippe’s และกวัดแกว่งที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง เครื่องรุ่นนี้ระบบขึ้นลานจะเป็น โรเตอร์ขึ้นลานทิศทางเดียวแบบหมุนทวนเข็มนาฬิกา ตัวโรเตอร์ขนาดใหญ่ทำจากทองคำ 21k ตามแบบของ Patek Philippe เพื่อให้มีน้ำหนักเหมาะสมรับกับแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ ระบบลานสามารถกักเก็บพลังงานไว้ใช้ได้ 48 ชั่วโมง ถึงแม้จะมองไม่เห็นชิ้นส่วนที่อยู่ภายใต้ฝา แต่การประกอบและขัดแต่งก็ผ่านการรับรองโดย Geneva Seal อีกด้วย


----- 1998 ------------------------------------------

1998 เป็นปีที่ทาง Patek ได้ออกนาฬิกามารวดเดียวถึง 6 รุ่นในปีนั้น มาเริ่มกันที่ Ref. 5064 A-001, Ref. 5065 A-001 และ Ref. 4960 A-010 การเปลี่ยนแปลงหลักๆเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนคือภายในของทั้งสามรุ่นนี้ไม่ได้ใช้ตัวเครื่อง Caliber 330 S C แบบสองรุ่นก่อนอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปใช้เป็นเครื่องแบบ Quartz movement


ซึ่ง Quartz movement คือแบบใช้ถ่านหรือแบตเตอรี่แทน ไม่ใช่แบบ Self-winding(ไขลาน) Ref. 5064 A-001 และ Ref. 5065 A-001 ใช้เครื่อง Caliber E 23 S C และ Ref. 4960 A-010 ใช้เป็นตัวเครื่อง Caliber E 19 S C ในชื่อรหัสเครื่อง จะมีอักษรตัว “ E ” อยู่ หากท่านจะหาข้อมูลเพื่อซื้อนาฬิกาซักเรือนแล้วพบรหัสตัวอักษรนี้อยู่ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่านาฬิกาเรือนดังกล่าวใช้ Quartz เป็นตัวขับเคลื่อนพลังงานที่ใช้อยู่ภายใน


ซึ่งหลายท่านอาจจะพอทราบมาแล้วว่านาฬิกาแบบ Quartz นั้นจะมีความเที่ยงตรงกว่า ผู้สวมใส่ไม่จำเป็นต้องมาคอยนั่งไขลานเพื่อกระตุ้นให้นาฬิกามีพลังงานเดินต่ออย่างนาฬิกาไขลาน นาฬิกาแบบ Quartz สามารถทำงานไปได้เรื่อยๆจนกว่าพลังงานจากก้อนแบตเตอรี่จะหมดไป ซึ่งอาจเป็นระยะเวลาหลายปี ตรงกันข้ามกับนาฬิกาไขลานที่สามารถสำรองพลังงานได้เพียงครั้งละ 40-50 กว่าชั่วโมงเท่านั้น และที่สำคัญQuartz ยังมีราคาที่ย่อมเยากว่าระบบ Self-winding ซึ่งการอยากลดต้นทุนการผลิตอาจเป็นเหตุผลนึงที่ Patek เลือกใช้เครื่อง Quartz ในทั้งสามรุ่นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม Quartz ก็ยังคงมีข้อเสียอยู่ด้วย เช่น นาฬิกาแบบQuartz ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกๆสองปีหรือตามอายุขัยของตัวเครื่อง Caliber นั้นๆ ซึ่งถ้าหากคำนึงถึงในระยะยาว เราอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่าไปกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนก็เป็นได้

Ref. 5064 A-001(ซ้าย) / Ref. 5065 A-001(กลาง) / Ref. 4960 A-010(ขวา)

นอกจากตัวเครื่องภายในแล้ว สามรุ่นด้านบนนี้มีลักษณะภายนอกโดยรวมที่คล้ายคลึงกัน โดยที่ตัวเรือนทำจาก Stainless steel ซึ่งตัวอักษร “A” ในชื่อรุ่นย่อมาจากคำว่า “Acier” ในภาษาฝรั่งเศษที่แปลว่า Steel(เหล็กกล้า) และยังใช้ Rubber strap สีดำทั้งในสามรุ่นอีกด้วย แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่เช่นกัน คือ 1.) ขนาดที่ต่างกัน 5064 A-001 มีขนาด 34mm 5065 A-001 มีขนาด 38.8mm และ 4960 A-010 มีขนาดที่ค่อนข้างเล็กอยู่ที่ 29.5mm ซึ่งเหมาะกับข้อมือคุณผู้หญิง 2.) หลักบนตำแหน่งสามนาฬิกาของหน้าปัด จากภาพด้านบน สามารถสังเกตได้ว่ามีเพียง Ref. 5065 A-001 เพียงเท่านั้นที่มีหลักเลขอารบิกอยู่บนตำแหน่งสามนาฬิกา ใน Ref. 5064 A-001 และ Ref. 4960 A-010 จะมีเพียง Date window นี่อาจจะเป็นเพราะขนาดของตัวเรือนทั้งสองรุ่นนั้นเล็กกว่า Ref. 5065 A-001 จึงได้มีการนำหลักเลขตรงสามนาฬิกาออกไปเพื่อประหยัดพื้นที่และไม่ให้หน้าปัดดูแน่นจนเกินไป


Ref. 5065 1A-010(ซ้าย) / Caliber 315 S C ภายใต้ Sapphire case back(ขวา)

ในปี 1998 ยังมีอีกสามรุ่นที่ได้ออกมาให้ได้ยลโฉมกัน หนึ่งในนั้นคือรุ่น Ref. 5065/1A-010 ขนาด มาในไซส์ที่ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 38mm. ซึ่งสมัยก่อนขนาดนี้ก็ถือว่าใหญ่แล้วจนมีชื่อเรียกว่า Jumbo ตามญาติผู้พี่ Nautilus ที่ออกรุ่น 40mm จนเป็นมาตราฐาน


5065 มาในไซส์ใหญ่ Jumbo brushed steel case ที่มีขนาด 38mm. รวมถึง Caliber 315 SC ที่ได้ถูกอัพเกรดใหม่อยู่ภายในอีกด้วย เครื่องนี้กวัดแกว่งอยู่ที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง


อีกหนึ่งสิ่งพิเศษที่ได้ถูกเพิ่มเข้ามาในนาฬิการุ่นนี้ก็คือ ฝาหลังแบบ Sapphire ซึ่งก็คือฝาหลังคริสตัลแซฟไฟล์แบบโปร่งใสที่ทำให้เราสามารถมองทะลุเข้าไปยังด้านในและเห็นกลไกต่าง ๆ ของนาฬิกาที่ถูกทำขึ้นมาอย่างประณีตได้ชัดเจน ปี 1998 เป็นปีแรกที่ทาง Patek ได้เริ่มใช้ Sapphire caseback โดยธรรมชาติของคริสตัลแล้วจะมีความแข็งอยู่พอสมควร ทำให้เป็นรอยขีดข่วนได้ยาก อย่างไรก็ตาม มันก็สามารถเสี่ยงต่อการแตกได้อยู่ดี ไม่เหมือนกับ Solid caseback


และในปี 1998 นี้เองเป็นครั้งแรก ที่ Aquanaut 5065/1A-010 มาพร้อมตัวเรือนและสาย Stainless Steel ที่มีการขัดแบบเงาทั่วทั้งสาย ซึ่งค่อนข้างขัดกับธรรมชาติของนาฬิกาสปอร์ตอยู่บ้าง นอกจากนี้ นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อม Pre-cut rubber strap อีกปีต่อมา Patek ได้ออกนาฬิกาอีกเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือ Ref. 5065 /1J-001 ที่มาในสีเหลืองทองอร่าม


รุ่นที่น่าสนใจรุ่นต่อมาคือ 5066 J-001 ดูจากรหัสตัวอักษร “J” ย่อมาจากคำว่า “Jaune” เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าสีเหลือง ไว้สื่อถึงสี Yellow gold ของตัวเรือนนาฬิกา ในปี 1998 นี่เป็นครั้งแรกที่ทาง Patek Philippe ได้เลือกYellow gold มาใช้ในคอลเลคชั่น Aquanaut


5066 J-001 เป็นตัวเรือนที่ทำจากทองคำ 18k ตัวเรือนมีขนาด35.6mm หน้าปัดและสายยาง Tropical สีดำที่มาในลายตารางเอกลักษณ์ของ Aquanaut หลักอราบิกและเข็มเคลือบแบบเรือง และยังมาพร้อมกับ Deployant buckle(หัวบัคเคิลแบบบานพับ) จากทอง 18k ภายในตัวเครื่องใช้ Caliber 330 S C สามารถสำรองพลังงานได้ 38 – 48 ชั่วโมง

ตัวเครื่อง 330 S C ประกอบด้วยอัญมณีตามข้อต่อต่างๆภายในอยู่ทั้งสิ้น 29 ชิ้นด้วยกัน การใส่ Jewels หรืออัญมณี เช่น เม็ดทับทิมลงไปตามข้อต่อต่างๆของกลไกภายในนาฬิกาแทนการใช้วัสดุอื่น จะช่วยชะละการสึกหรอของกลไกภายในได้ แต่หากใส่จำนวนมาก ต้นทุนก็จะยิ่งสูงตาม เลยทำให้เทคนิคนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนักในแบรนด์นาฬิกาที่มีราคาไม่สูงมาก

Ref. 5066 J-001(ซ้าย) / Caliber 330 S C(ขวา)

----- 1999 ------------------------------------------

ปี 1999 เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งทองคำของคอลเลคชั่น Aquanaut เนื่องจากทางแบรนด์ได้ออกนาฬิกามาใหม่สามรุ่น และทั้งสามรุ่นก็ได้ถูกผลิตจากทองคำสีเหลืองทองอร่ามทั้งหมด จะมีสองรุ่น ซึ่งก็คือ Ref. 5065J-001 และ Ref. 4960 J-001 ที่มีตัวเรือนจากทองแต่ยังคงใช้สายยาง Tropical strap ตามแบบฉบับของ Aquanaut แต่มี Ref. 5065/1J 001 ที่ทั้งเรือนเป็นทอง 18k แทนสายข้อมือยาง รุ่นนี้มีขนาด 38.8mm และใช้เครื่อง Caliber 315 S C เหมือนกับ Ref. 5065 J-001 ตัวเครื่อง 315 S C ประกอบด้วยอัญมณีตามข้อต่อจำนวน 29 ชิ้น สามารถสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง และกวัดแกว่งที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ตัวเรือนของ Ref. 5065/1J 001 มีการขัดแต่งสองแบบ ทั้งแบบ Satin-brushed และ Highly-polished finishes หมายความว่ารุ่นนี้ใช้การขัดแต่งทั้งแบบด้านและเงา ซึ่งทำให้นาฬิกาดูมีหลายมิติมากขึ้น

อีกรุ่นนึงที่แตกต่างจากรุ่นอื่นในปี 1999 คือ Ref. 4960 J-001 ภายในเป็น Caliber E 19 S C นาฬิการุ่นนี้เป็นหนึ่งเดียวในปี 1999 ที่ใช้เครื่องแบบ Quartz และยังเป็นหนึ่งในสามที่ไม่มีหลักเลขอารบิกตรงตำแหน่งสามนาฬิกา มีเพียง Date window เท่านั้น ขนาดของ Ref. 4960 J-001 อยู่ที่ 29.5mm ซึ่งขนาดเล็กพอเหมาะสำหรับนาฬิกาคุณผู้หญิง


----- 2004 ------------------------------------------

Ref. 5067 A-001(ซ้าย) / Caliber E23-250 S C(ขวา)

ในปี 2004 ถึงคราวสำหรับปีแห่งอัญมณีที่มีค่าความแข็งสูงที่สุดในบรรดาอัญมณีทั้งหมด ซึ่งก็คือเพชร Patek ออกนาฬิกาที่ประดับด้วยเพชรระยิบระยับทั้งหมดสามรุ่นด้วยกัน ซึ่งก็คือ Ref. 5067 A-001, Ref. 5067 A-011 และ Ref. 5067 A-013 สามรุ่นนี้มีขนาด 35.6mm เท่ากันและใช้เครื่อง Caliber E 23 S C เช่นเดียวกัน นาฬิกาเหล่านี้ถูกเรียกว่า Aquanaut Lady Luce หรือมีชื่อเล่นว่า “Luce” (ลู-เช่) เป็นคำภาษาอิตาเลี่ยน มีความหมายว่า ”แสง” ที่มาของชื่อเล่นนี้นั่นเป็นเพราะแสงที่สะท้อนจากเพชรน้ำงามจนราวกับว่าเป็นแสงไฟ กรอบบนหน้าปัดขนาด 35.6mm ที่มาในรูปแบบ Steel ของเหล่า Aquanaut Lady Luce ถูกล้อมด้วยเพชรจำนวนทั้งสิ้น 46 เม็ด น้ำหนัก 1 ct (กะรัต) และจากที่เห็นในภาพด้านซ้าย Ref. 5067 A-001 ได้ออกมาเป็นรุ่นแรกและมีสีดำ “Mysterious Black”

ตัวเครื่องภายในของทั้งสามรุ่นคือ Caliber E23-250 S C ซึ่งเป็นเครื่อง Quartz หรือแบบใส่ถ่าน E23-250 S C แบตเตอรี่ Caliber E23-250 S C มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 ปีประกอบด้วยชื้นส่วนทั้งหมด 80 ชิ้น มี Jewels หรืออัญมณีตามข้อต่อทั้งหมด 8 ชิ้น Quartz frequency เท่ากับ 32,768 Hz. บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าความถี่ในที่นี้คืออะไรและสำคัญอย่างไร Hz. ย่อมาจาก Hertz ซึ่งเป็นหน่วยของค่าความถี่ โดย 1 Hz. คือ


ความถี่ที่เท่ากับ 1 ครั้งต่อวินาที ถ้าหากตัวเครื่องของนาฬิกามีค่าความถี่สูง นาฬิกาของเราจะได้รับผลกระทบจากสิ่งเร้าต่างๆรอบตัวเราในธรรมชาติน้อยลง เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก หรือแม้แต่สนามแม่เหล็กจากมือถือและกระเป๋าข้างกายเรา ก็ยังมีผลกระทบอยู่มากพอสมควรต่อการทำงานของนาฬิกา ดังนั้นค่า Hertz ที่สูงจะเป็นอีกตัวช่วยนึงที่ทำให้นาฬิกาเดินได้เที่ยงตรงมากขึ้น


ส่วนรุ่นอื่นอย่าง Ref. 5067 A-011 มาในสีขาว “Pure white” ที่ดูมีความสปอร์ตแต่ยังคงซ้อนความอ่อนหวานเหมาะกับคุณสุภาพสตรี กรอบล้อมเพชรจำนวนและกะรัตเท่ากับรุ่น Ref. 5067 A-001 หน้าปัดลายตารางและสาย Tropical rubber strap สีขาวเข้ากัน มีหลักและเข็มเคลือบแบบเรืองแสง ตรงเข็มและ Lume plot มีการใช้สีดำเน้นขอบ ช่วยให้มองเวลาได้ง่ายขึ้น ส่วนรุ่น Ref. 5067 A-013 จะมาในสีเขียวเข้ม ความแตกต่างเล็กน้อยจะอยู่ที่องค์ประกอบของหน้าปัดที่มีการใช้สีแดงตรงเข็มวินาทีและบนขอบของ Lume plot ตำแหน่ง 3 6 9 และ 12 นาฬิกา

Ref. 5067 A-011(ซ้าย) / Ref. 5067 A-013(ขวา)
Ref. 5072R-001

นอกจากนี้ ในปี2017 ก็ยังมี Aquanaut Lady Luce รุ่นใหม่ออกมา ซึ่งก็คือ AQUANAUT LUCE HAUTE JOAILLERIE 5072R-001 Rose gold ในชื่อรุ่นจะมีรหัสตัวอักษร “R” ซึ่งย่อมาจาก Rose gold เนื่องจากตัวเรือนทำจากทองคำโรสโกลด์ และสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าถูกเพิ่มเข้ามาคือจำนวนเพชรที่มากขึ้น นอกจากขอบขนาด 35.6 mm จะถูกประดับด้วยเพชรบาแกทท์ 40 เม็ด น้ำหนักรวม 2.76 กะรัต บนขอบเบเซิล Markers ชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่งได้ใช้เพชรตกแต่งแทนสารเรืองแสงอย่าง Luce รุ่นก่อนๆ และชุดล็อคสายแบบบานพับก็ประดับด้วยเพชรบาแกทท์อีก 10 เม็ด น้ำหนักรวม 0.34


ซึ่ง “Baguette Cut Diamond” หรือ ที่มักจะถูกเรียกว่า “เพชรซีก” มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้วยหน้าเพชร 24 ด้าน ขอบที่คู่ขนานกันเป็นเส้นตรงยาว และความโปร่งใสของเพชรที่โดดเด่นกว่าเพชรทรงอื่นๆ นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่พิเศษในรุ่นนี้คือหน้าปัดมุกสลักเป็นลายตารางตามเอกลักษณ์ของ Aquanaut ซึ่งมีโทนสีเบจแบบทูโทนทำให้นาฬิกาดูมีมิติมากขึ้น


ต่างจากรุ่นก่อนๆที่ใช้ Quartz ตัวเครื่องด้านในของ Ref. 5072R-001ใช้เป็นระบบกลไกไขลาน Caliber 324 S C ที่ประกอบด้วย Jewels ทั้งหมด 29 ชิ้น พลังงานสำรองลานได้นาน 45 ชั่วโมง และมีความถี่อยู่ที่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่ง 324 S C มีเข็มวินาทีและมีฟังก์ชั่นวันที่ด้วย

Ref. 5062/450R-001(ซ้าย) / Caliber 324 S C(ขวา)

ความตระการตายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะ Patek ได้ออก Aquanaut Luce Haute Joaillerie Ref. 5062/450R-001มาอีกรุ่น ขนาดตัวเรือน 38.8 mm ใช้เครื่อง Caliber 324


ที่มีความอลังการมากกว่าเดิม โดยการประดับเม็ดจำนวนมากจนดูแทบไม่ออกว่าเป็นนาฬิกา ตัวเรือนขนาด 38.8mm เป็นโรสโกลด์ มีการประดับเพชรทรงบาแกทท์ 48 เม็ด รวมน้ำหนักถึง 3.68 กะรัต บนขอบเบเซิลและแม้แต่ขาของตัวเรือน และยังเพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชรรูปทรงและขนาดต่างๆ ลงบนพื้นหน้าปัดทองคำ 18k โดยประดับเพชรบริลเลียนท์-คัท 160 เม็ด น้ำหนักรวม 0.68 กะรัต ฝังแบบอินวิสิเบิ้ลเซ็ทติ้งและเพชรทรงบาแกตต์ อีก 12 เม็ด ถูกฝังที่ตำแหน่งแสดงหลักชั่วโมง น้ำหนักรวม 0.53 กะรัต ฝาด้านหลังเป็นแซฟไฟล์คริสตัล Ref. 5062/450R-001 ใช้กลไก Caliber 324 S ซึ่งรุ่นนี้ไม่มีเข็มวินาทีกับฟังก์ชั่นวันที่ ความถี่อยู่ที่ 28800 ครั้งต่อชั่วโมง และให้พลังสำรองลานได้นาน 45 ชั่วโมง

ด้วยขนาดที่พอเหมาะและประดับด้วยอัญมณีอันเป็นที่โปรดปรานของสาวๆ จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่สาวเล็กสาวใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา อย่างไรก็ตามบางท่านก็ไม่อินไปกับเหล่านาฬิกาล้อมเพชรนี้ เพราะมองว่าเป็นเหมือนเครื่องประดับเพื่อความสวยงามมากกว่านาฬิกาข้อมือ


แต่แล้ว Aquanaut Luce ก็ได้ถูกจัดอยู่ใน Discontinued lists ในปี 2020 ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการผลิตเพิ่มอีกต่อไปแล้ว ในลิสต์มีนาฬิกาจากคอลเลคชั่นอื่นร่วมด้วยทั้งหมด 31รุ่นที่จะหยุดการผลิต มี Aquanaut Luce อยู่ทั้งสิ้น 5 รุ่น ประกอบไปด้วย 5067A-001, 5067A-023, 5067A-024, 5067A-025 และ 5068R-001 แน่นอนว่ามันจะหายากมากขึ้น ท่านใดที่ตามหาอยู่อาจจะต้องรีบหามาครอบครอบก่อนที่ราคา Premium อาจจะขึ้นเป็นสามเท่าตัวก็เป็นได้


Aquanaut Luce ที่ยังคงอยู่บนลิสต์คอลเลคชั่น Aquanaut ในเว็บไซต์ทางการของ Patek จะมีเพียงแค่สองรุ่นคือ Ref. 5072R-001 และ Ref. 5062/450R-001 เท่านั้น การที่ทางแบรนด์ได้ยกเลิกการผลิต ลัดดาขอสันนิษฐานว่า นี่อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของระยะเวลาที่ Aquanaut Luce รุ่นก่อนๆได้ออกมาโลดแล่นอยู่ในตลาดนาฬิกามาเป็นเวลาซักพักใหญ่ แต่ Patek อาจจะอยากหาทางเพิ่มมูลค่าของตระกูล Luce และแน่นอนว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของช่องทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วยก็ได้ เมื่อเที่ยบกับ Aquanaut Luce รุ่นก่อนๆ อย่าง 5067A-001 ราคาจะอยู่ที่ประมาณไม่เกินหลักแสน แต่สองรุ่นที่ยังคงอยู่นี้ มีราคาสูงถึง2ล้านและ6ล้านบาทเลยทีเดียว



----- 2007 ------------------------------------------

ครบรอบ 10 ปีแห่ง Aquanaut หลังจากที่ Aquanaut ได้ประสบความสำเร็จมาเป็นระยะเวลาร่วมหนึ่งทศวรรษ ในปีฉลองครบรอบ 10 ปี ปี 2007 ทางแบรนด์ได้เลือกที่จะปรับแต่ง Ref. 5065 A-001 จากปี 1998 ที่สุดแสนจะสมบูรณ์อยู่แล้วให้ดีและดูร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น Patek ได้ออก Ref. 5165 A-001 และ Ref. 5167 A-001 โดยรวมแล้ว ตัวเรือนนั้นไม่ได้มีการปรับแต่งอะไรมากมายนัก แต่การเปลี่ยนแปลงหลักๆ มีทั้งหมดสามประการคือ 1.) เครื่อง Caliber 2.)ลายบนหน้าปัดแสาย 3.) หลักเลขสามที่หายไป และ 4.) สายข้อมือแนบสนิทกับตัวเรือน


มาเริ่มกันด้วยเรื่องของตัวเครื่องภายใน Ref. 5165 A-001 และ Ref. 5167 A-001 ใช้เครื่อง Caliber 315 S C ซึ่งต่างจาก Caliber E 23 S C เครื่อง Quartz ที่ใช้ใน 5065A ตัวเครื่อง 315 ประกอบด้วย Jewels 29 ชิ้น มีความถี่อยู๋ที่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมงและสำรองพลังงานได้ 48ชั่วโมง นอกจากนี้ เลขสามนาฬิกาได้ถูกนำออกไปให้เหลือเพียง Date window ดังนั้น Date window จึงสามารถเลื่อนเข้าไปยังตรงกลางหน้าปัดได้เล็กน้อยและทำให้มีพื้นที่เหลือเพียงพอสำหรับการใส่ Lume plot ตรงตำแหน่งสามนาฬิกา สิ่งนี้ทำให้องค์ประกอบต่างๆบนหน้าปัดดูไหลลื่นมากยิ่งขึ้น



อีกการเปลี่ยนแปลกหลักๆที่พอจะเห็นได้ด้วยการเหลือบตามองเพียงครู่เดียวคือแพตเทิร์นบนหน้าปัดที่มีการเน้นความโค้งมน ดูเรียบเนียนและตื้นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ 5065 ที่มองแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือน 3D effect หรือภาพสามมิติ แต่ใน Ref. 5165 A-001 และ Ref. 5167 A-001 ลวดลายจะดูตื้นและเรียบเนียนขึ้นคล้ายภาพวาดมากกว่า เลขอาราบิคที่ใช้บอกชั่วโมงมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย


การออกแบบรูปทรงของสายรัดข้อมือใหม่เพื่อให้ดูแนบสนิทกับตัวเรือนเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในรุ่นนี้ ทั้งแพตเทิร์นบนสายและหน้าปัดมีลวดลายที่คล้ายกันจนราวกับว่าส่องกระจกเงา สื่อถึงความต่อเนื่องกันแบบ Integrated strap แต่ใช้เป็นสายจากยางแทน และตัวเรือนยังถูกปรับให้มีด้านข้างที่เรียบขึ้น รวมถึงสายรัดข้อมือยังได้ถูกปรับปรุงใหม่ให้สวมใส่สบายข้อมือมากขึ้น นอกจากนี้ Patek ยังได้คิดค้นเข็มขัดสายแบบบานพับล็อกสองชั้น(Double-security fold-over clasp) ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่สำหรับคอลเลคชั่น Aquanaut โดยเฉพาะ


----- 2008 ------------------------------------------

Ref. 5167/1A

ปี 2008 Patek ออก Ref. 5167/1A ที่มาในรูปแบบ Stainless steel ทั้ง