top of page

Rolex Oyster Perpetual 2020: การกลับมาของหน้าปัดสีสัน


Rolex Oyster Perpetual 2020 หน้าปัดแลคเกอร์สีสันสดใสทั้ง 5

การเล่นสีบนหน้าปัดนาฬิกาไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับ Rolex เพราะในอดีตแบรนด์มีการใช้สีแปลก ๆ นอกเหนือจากสีคลาสสิคอย่าง ขาว ดำ เงิน อยู่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะ Oyster Perpetual ลงสนามแข่งเอง ฟังดูอาจไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่เพราะเป็นรุ่นที่ใคร ๆ ก็มองว่าเบสิคที่สุด แต่การเปลี่ยนแนวมาเป็นนาฬิกาแฟชั่นในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คงต้องจับตามองกันสักหน่อย

กลยุทธ์ใหม่กับหางเสือคนปัจจุบันของ Rolex

การจะปล่อยคอลเลคชั่นไหนออกมาก็ต้องพึ่งพาหางเสือให้นำทางไป CEO คนปัจจุบันของ Rolex คือ ฌอง-เฟรเดอริก ดัฟโฟร์ (Jean-Frederic Dufour) เขาเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2015 ที่ต้องพูดถึงเขา เพราะผลงานอันโดดเด่นคือการเคยเป็นอดีต CEO ของ Zenith ในตอนที่บริษัทอยู่ในช่วงขาลง แต่เขาก็สามารถฟื้นฟูบริษัทให้กลับมาได้ ดังนั้นแล้ว ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การเลือกนาฬิการะดับ entry level อย่าง Oyster Perpetual มาเป็นรุ่นที่มีหน้าปัดสีสันแทนรุ่นอื่น ก็แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การตลาดที่เปลี่ยนไป แล้วเหตุใดถึงต้องเป็นรุ่นนี้ หากย้อนดูอดีตรุ่นที่ Rolex เคยทำมาคงได้คำตอบ

Rolex Stella Dial สีสันที่เคยถูกเมิน


Rolex Stella ของ Paul Alteiri ผู้บริหาร Bob's Watches และหนึ่งในนักสะสม Rolex ชั้นนำของโลก

Rolex Stella เป็นนาฬิกาจากยุค 1970s ทำออกมาทั้งในรุ่น Day-Date และ Datejust ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้คือหน้าปัดเคลือบสาร Enamel (อีนาเมล) ผิวมันวาวสีแปลกตา โดยชื่อ Stella ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อจิตกรอเมริกัน แฟรงค์ สเตลล่า (Frank Stella) ผู้มีชื่อเสียงเรื่องการใช้สีสันสดใสในงานของเขา หรือบ้างก็ว่า มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “ดวงดาว”


นอกจากหน้าปัดสีแสบสันแล้ว ตัวเรือนก็ทำจากทองคำ อย่างทองคำขาว (white gold) ทองคำ (yellow gold) และทองชมพู (pink gold) แถมบางรุ่นมีการประดับเพชรและโลโก้ตะวันออกกลางบนหน้าปัดอีกด้วย

กลุ่มเป้าหมายของคอลเลคชั่นนี้ คือ ประเทศตะวันออกกลางอันมั่งคั่ง แต่ผลลัพธ์ในวันนั้นไม่เป็นตามที่คิดไว้ Stella ไม่เป็นที่นิยมจน Rolex ถึงกับต้องทำลายทิ้ง แต่กลายเป็นว่าไปเพิ่มมูลค่าให้กับโมเดลที่เหลืออยู่และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่นักสะสมอยากได้มาครอบครอง นอกจากนี้ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกหากหน้าปัดยังคงสมบูรณ์ เพราะวัสดุที่ใช้อย่าง Enamel แตกหักง่าย

Rolex เห็นความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่นักสะสมจึงคิดลองดูใหม่อีกครั้ง บริษัทเปิดตัว Stella รุ่นใหม่ ณ Baselworld 2013 ออกวางจำหน่ายด้วยหน้าปัดผิวซาตินสีต่าง ๆ ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเชอร์รี่ สีช็อกโกแลต สีโรเดียม (สีเทา) สีเขียว และสีคอนญัก (สีบรั่นดี)

Rolex Stella 2013 ทั้ง 6 สีกับสายหนังจระเข้คุณภาพสูง

และยังคงคอนเซ็ปวัสดุเดิม ตัวเรือนทำจากทองคำ 18k แต่เปลี่ยนเป็นสายหนังจระเข้สีเดียวกับหน้าปัดลดความเป็นทางการ และเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้สวมใส่ แต่เพราะ Stella รุ่นแรกมีจำนวนที่ผลิตน้อยมาก ทำให้ยังคงเป็นที่ปรารถนามากอยู่ดี


Rolex Cosmograph Daytona ‘Beach’: สดใสเหมือนฤดูร้อนบนชายหาด


Rolex Daytona ‘Beach’ ทั้ง 4 สี

ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ปี 2001 -2005 Rolex ได้ผลิตนาฬิกาที่มีสีสันสดใสอีกครั้ง ประกอบด้วย 4 สี ได้แก่ สีฟ้า สีชมพู สีเหลือง และสีเขียว มาในโทนสีอ่อนสบายตา รุ่นนี้ต่างจาก Stella รุ่นแรก เพราะการตอบรับเป็นไปด้วยดี เนื่องจากรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์และเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชอบความสดใส ต่างจากปกติที่ Daytona เป็นนาฬิกาสายสปอร์ตตัวท็อปสำหรับคุณผู้ชาย

ตัวเรือนเป็นทองคำขาว 18K มาพร้อมสายหนังจระเข้สีเดียวกับหน้าปัดที่ทำจากอัญมณีต่าง ๆ อย่าง หอยมุกสีเหลือง, หอยมุกสีชมพู, โมราเขียว (พลอยคาร์ซิโดนี), และ แร่เทอร์ควอยซ์สีฟ้า

อย่างไรก็ตาม นาฬิการุ่นนี้ก็เป็นของหายาก เนื่องจากผลิตไม่นานก็หยุด ทำให้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ Daytona Beach ก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เป็นของที่น่าเก็บสะสม แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ปราศจากความกังวล ให้ความรู้สึกเหมือนกับการพักผ่อนฤดูร้อนบนชายหาด

Rolex Oyster Perpetual: แนวทางใหม่กับสีสันสดใส

Rolex Oyster Perpetual 2020 หน้าปัด 5 สีพาสเทลพร้อมสายสแตนเลสสตีล

ในปี 2020 เป็นครั้งแรกที่ Rolex ฟื้นคืนความสดใสบนหน้าปัดของ Oyster Perpetual ความต่างของรุ่นนี้กับนาฬิกาหน้าปัดสีรุ่นเก่า ๆ โดยเฉพาะสองรุ่นด้านบน คือ Oyster Perpetual เป็นนาฬิกา Entry Level วัสดุตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล ไม่ใช่ทองคำ หน้าปัดสีออกไปทางพาสเทลสอดคล้องกับความนิยมของวัยรุ่น ซึ่งประกอบด้วยสีชมพูลูกกวาด (candy pink) สีแดงปะการัง (coral red) สีเหลือง สีเขียวและสีฟ้าเทอร์ควอยซ์

ขนาดที่มีคือ 31, 36, และ 41 มม. ส่วนขนาด 39 มม. ก็ได้เลิกผลิตไป สิ่งที่เป็นตัวชูโรงของรุ่นนี้คือ ราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ เพราะว่าสนนราคาเริ่มต้นที่ 176,400 บาท เรียกว่าเป็นการเจาะกลุ่มตลาดมวลชน ไม่ได้เน้นขายลูกค้า High-end อย่างที่เคยทำมา เพราะหากไปทำนาฬิกาแฟชั่นกับรุ่นที่วัสดุตัวเรือนเป็นทองคำคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก สาเหตุน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ปั่นป่วนจาก Covid-19 วิสัยทัศน์ของ CEO Rolex คงเห็นว่าการทำนาฬิกาแฟชั่นสีสันสดใสในรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องราคาไม่แรง จะกลายเป็นกระแสและทำยอดขายได้งดงาม ว่ากันว่ายอดจองถล่มทลายหลังเปิดตัว

นับเป็นความชาญฉลาดทางการตลาดที่ปรับตัวตามกระแสโลกได้เป็นอย่างดี เหมือนกับแนวคิดของชาร์ล ดาร์วินส์ ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ เรื่อง Survival of the Fittest ที่ว่า ผู้ที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นผู้อยู่รอด และวันนี้ Rolex ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่พิสูจน์แนวคิดนี้ว่าเป็นจริง

อ้างอิง

Comments


Featured Posts
Recent Posts